เดี๋ยวนี้มีหมอจีนที่แม๊ะ (จับชีพจรที่ข้อมือ) แล้วก็จ่ายยาในอเมริกาแล้ว แต่ไม่ได้มีตามโรงพยาบาลแต่อย่างใด เพราะว่าไม่ได้มีใบประกอบโรคศิลป์เหมือนหมอทั่วไป เขาถึงมักทำงานอยู่หลังร้านขายยาจีนนั่นแหละ ไม่มีป้ายประกาศอะไร
หมอแม๊ะได้รับความยอมรับจากคนหลายเผ่าพันธ์ ตอนแรกก็มีแต่โลกค้าคนจีน คนเอเชียน แต่หลัง ๆ แม้แต่ฝรั่ง แม๊กซิกัน หรือคนดำก็มาหา คงเพราะเทียบกับการไปหาหมอฝรั่งแล้ว หาหมอจีนถูกกว่า หรือได้ผลกว่าก็ไม่ทราบ ที่เมืองที่ผมอยู่เขาคิดค่าตรวจโรคสิบเหรียญ ค่ายาห้าวันประมาณสี่เหรียญ ค่ายาเจ็ดวันห้าสิบกว่าเหรียญ ก็ไม่ถูก แต่ถ้ารักษาได้จริงไม่มีผลข้่างเคียง ไม่ทำให้เราต้องพึ่งยาตลอดไปก็น่าลุ้น
การต้มยาจีนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก เขาแนะนำให้ต้มจากน้ำสี่ถ้วยลงมาเหลือถ้วยเดียว ให้ต้มในหมอกระเบื้อง หรือหม้อแก้ว หลีกเลี่ยงหม้อโลหะ โดยต้มไฟแรงตอนแรกให้เดือดแล้วลดไฟลงมา medium low ต้มประมาณชั่วโมงหนึ่ง ก็จะได้ชาหรือยาถ้วยหนึ่งมาดื่ม จะหวาน จะขมหรือฝาดก็แล้วแต่ตัวยา (ครั้งแรกหมอจะให้ยาค่อนข้างหวานเอาใจเรา) หมอที่นี่บอกว่าต้มครั้งเดียวแล้วก็ทิ้งยาไปได้เลย แต่ผมอ่านดูในเวบเห็นเขาว่าที่โรงพยาบาลหัวเฉียวในบ้านเราให้ต้มสองครั้งได้ ผมก็เลยลองทำดู โดยต้มหม้อแรกตอนเย็น กินหลังอาหารเย็นครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงหนึ่งตามที่เขาแนะนำ ที่เหลือผมเอามาต้มต่อตอนเช้ากินตอนสาย ๆ หม้อที่สองไม่เข้มข้นเท่าหม้อแรก แต่ก็คงมีตัวยาอยู่บ้าง อย่าทิ้งยาที่ต้มแล้วไว้นานถ้าโดนอากาศร้อนยาจะเสียเหมือนอาหารทั่วไป ถ้านานเกินค่อนวันให้ทิ้งไป
ยาจีนบางตัวจะมีผงตระกอนค่อนข้างมากเวลาดื่มให้พยายามดื่มผงเหล่านี้ลงไปด้วยเพราะนั่นคือตัวยา ถ้ากรองทิ้งไปหมดยาจะออกฤิทธิ์ไม่เต็มที่
ผมเชื่อว่าสมุนไพรไทยของเรานั้นดีไม่แพ้ยาจีน เพียงแต่เราไม่มีศาสตร์ชัดเจนตามตัวในการวิเคราะห์และจ่ายยา ผสมยา แค่กินไปตามที่เขาว่าตัวนี้รักษาอันนี้อันนั้น ถ้ามีหมอที่มีความรู้เรื่องยาจริง แล้วจัดยาได้ตามอาการของคนไข้ คงจะทำให้สมุนไพรไทยได้รับความนิยมมากกว่านี้
อย่าลืมว่าสุขภาพจะดีได้นั้นไม่ได้อยู่ที่การกินยาอย่างเดียว การออกกำลังกายเบา ๆ การทำอารมณ์ให้ผ่อนคลาย อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด สูดอากาศดี ๆ และให้แดดอ่อนได้โดนผิวบ้างมีส่วนให้สุุขภาพดีขึ้นทั้งนั้น
ว่าแล้วผมขอตัวไปเดินออกกำ้ลังกายตอนเช้าก่อนละ สวัสดี