เท่าทันโลกทุนนิยม เพิ่มพูนภูมิปัญญาไทย

ผงซักฟอกทำเอง (ซักผ้าให้สะอาด โดย ล้อเกวียน)

จาก นิตยสาร เราคิดอะไรอยู่ ในเคลือข่ายสันติอโศก ฉบับที่ ๑๕๔ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ถึง ฉบับที่ ๑๕๘ กันยายน ๒๕๔๖ คอลัมล์ ชีวิตไร้สารพิษ โดย ล้อเกวียน

ทุกวันนี้การซักผ้าไม่ว่าจะซักด้วยมือ หรือซักด้วยเครื่อง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ”ผงซักฟอก” ซึ่งก็เป็น ที่รับรู้ กันโดยทั่วไป แล้วว่า ส่วนประกอบ สำคัญในผงซักฟอก ก็คือ สารซักฟอก กับสารลด ความกระด้าง ของน้ำ ซึ่งถึงแม้จะมีผลกระทบ ต่อสุขภาพของ ผู้ที่ซักผ้าหรือ ผู้ที่สวมใส่ เสื้อผ้า ที่ซักด้วย ผงซักฟอก ไม่เด่นชัด เท่ากับ ผลกระทบ ทางด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสารซักฟอก และ สารลดความกระด้าง ของน้ำ เป็นสารเคมี สังเคราะห์ ที่ไม่ย่อยสลาย หรือย่อยสลายยาก จึงเป็นสาเหตุ ให้น้ำใน แหล่งน้ำธรรมชาติ แม่น้ำ ลำคลองเน่าเสีย

จึงเป็น เรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย ที่จะมีทางเลือกด้วยวิธีทางธรรมชาติอื่นๆ ในการซักผ้าให้สะอาดได้ โดยไม่ต้อง ใช้ผงซักฟอก ซึ่งจะช่วยเรา ประหยัดเงิน อีกทั้งเป็นทางเลือก ที่ปลอดภัย ต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

“ผงซักฟอก” เป็นสิ่งจำเป็นในการซักผ้าในปัจจุบัน ที่มีอยู่ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะซักด้วยมือ หรือ ซักด้วยเครื่อง นอกจากผงซักฟอกแล้ว ยังมีน้ำยาขจัดคราบสกปรก ที่ต้องใช้ทาถู บริเวณรอยเปื้อน ก่อนที่จะซัก และในน้ำสุดท้าย หลังจากซักด้วย ผงซักฟอกแล้ว ก็ยังมีน้ำยา ปรับผ้านุ่ม ที่ต้องใส่ลงไป เพื่อช่วยถนอมเนื้อผ้า

ย้อนกลับไปแต่เก่าก่อนคนโบราณก็ใช้น้ำด่างจากขี้เถ้าในการซักผ้า และแม้ก่อนสงครามโลก ครั้งที่สอง คนเกือบ ทั่วทั้ง โลกยังคง ใช้สบู่ ู่ก้อนสำหรับซักผ้า แต่ระหว่างเกิด สงครามโลก เกิดขาดแคลนสบู่ เนื่องมาจาก ขาดแคลนไขมัน ทั้งจาก สัตว์และพืช ที่จะใช้ผลิตสบู่ นักวิทยาศาสตร์ จึงได้คิดค้น “สารซักฟอก” (detergent) ขึ้นเพื่อนำมาใช้แทนสบู่ สารซัก ฟอกนี้เป็นสารเคมีสังเคราะห์ ที่สังเคราะห์ มาจาก ผลิตภัณฑ์ ปิโตรเลียม สารซักฟอกนี้ ทำหน้าที่ชำระ ล้างสิ่ง สกปรก ซึ่งมีประสิทธิภาพ ดีกว่าสบู่ มีราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้กัน อย่างแพร่หลาย จนแทบไม่มีใคร ใช้สบู่ซักผ้ากัน แล้ว ในปัจจุบัน

ความจริงแล้วสารซักฟอก ก็คือ สารลดแรงตึงผิว (surfactant) เช่นเดียวกับสบู่ มันทำหน้าที่ ขจัดสิ่งสกปรก ออกจาก เสื้อผ้าได้โดย มันจะช่วยลดแรงตึงผิว ของน้ำลง ช่วยละลายไขมัน และทำให้ สิ่งสกปรกต่างๆ กลายเป็นอนุภาคที่เล็ก ลง หลุดออกจากเสื้อผ้าได้ง่าย และหลุดออก ไปได้มากขึ้น เมื่อมีการ ขยี้ด้วยมือ หรือปั่นด้วยเครื่อง สิ่งสกปรกเมื่อหลุดออก จากเสื้อผ้า ก็จะไม่กลับไป ติดเสื้อผ้าอีก

ปัจจุบันในท้องตลาดมีการผลิตผงซักฟอกออกมามากมายหลายยี่ห้อ หลายรูปแบบ หลายสูตร แต่แท้ที่จริงแล้ว ส่วนประกอบหลัก ในผงซักฟอก แทบจะไม่แตกต่างกัน คือมีส่วนประกอบหลักๆ ดังนี้

๑.สารลดแรงตึงผิว ทำหน้าที่ช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เสื้อผ้าเปียกน้ำได้เร็ว ช่วยละลายไขมัน และสิ่งสกปรก ต่างๆ ให้หลุดออกจากเสื้อผ้าได้ง่าย แต่เดิมสารลดแรงตึงผิว ที่นิยมใช้ ในผงซักฟอก คือ อัลคิลเบนซินซัลโฟเนต หรือ เอบีเอส (ABS : Alkyl Benzene Sulfonate) แต่เนื่องจาก เป็นสารเคมี ที่ย่อยสลายยาก จึงเป็นปัญหา ต่อแหล่งน้ำ และ สิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน จึงเปลี่ยนมาใช้ ลีเนีย อัลคิล เบนซิน ซัลโฟเนต หรือ แอล เอ เอส (LAS : Linear Alkyl Sulfonate) ซึ่งเป็นสารเคมี ที่ย่อยสลาย ได้ง่ายกว่า

๒.สารลดความกระด้างของน้ำ สารนี้ช่วยลดความกระด้างของน้ำทำให้น้ำมีฤทธิ์เป็นด่าง ซึ่งจะช่วยทำให้ ผงซักฟอก ทำความสะอาดได้ดีขึ้น และช่วยทำให้สิ่งสกปรก ไม่ย้อนกลับ ไปติดเสื้อผ้าได้อีก แต่เดิม สารลด ความกระด้างของน้ำ ที่นิยมใช้ในผงซักฟอก คือ ฟอสเฟต แต่ฟอสเฟตในผงซักฟอกนี้ ได้ก่อปัญหา ทำให้แหล่งน้ำ แม่น้ำลำคลองเน่าเสีย จึงเลิกใช้ หรือลดปริมาณการใช้ลง หันมาใช้สาร ซีโอไลท์แทน

๓.สารป้องกันการตกตะกอน สารนี้ทำให้ผงซักฟอกละลายน้ำได้ดีไม่ตกตะกอน สารนี้ได้แก่ โซเดียม คาร์บอกซีเมททิล เซลลูโลส(Sodium Carboxymethyl Cellulose)

๔.สารเพิ่มความสดใส แต่เดิมเราใช้ครามเพื่อให้ผ้าดูขาวสดใส ไม่หมองคล้ำ แต่ปัจจุบัน ที่นิยมใช้กันมาก ก็คือ ทิโนปอล ดีเอ็มเอส (Tinopal DMS) ซึ่งที่จริงสารนี้ ไม่ได้ช่วยทำให้ผ้าขาวขึ้น แต่มันจะดูด รังสี อัลตร้าไวโอเลต จากแสงอาทิตย์ ทำให้ผ้าเกิดการสะท้อน หรือเรืองแสง จึงทำให้ดูเหมือน ผ้าขาวขึ้น สดใสขึ้น

นอกจากองค์ประกอบหลักๆ เหล่านี้ ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เช่น สารเพิ่มฟอง (N70 = ซึ่งมาจาก กากเดน ของน้ำมัน ปิโตรเลี่ยม) สี น้ำหอม สารฟอกขาว สารเพิ่มปริมาณ เป็นต้น ซึ่งแต่ละยี่ห้อ ก็จะใช้สาร ที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกัน ไป

ผลเสียของผงซักฟอก
ดูเหมือนว่า ผลเสียของผงซักฟอกต่อผู้ใช้ซักผ้า หรือต่อผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้า ที่ซักด้วยผงซักฟอก จะมีไม่มาก หรือ รุนแรงมาก เมื่อเทียบกับผลเสีย ทางด้านสิ่งแวดล้อม มีผู้ที่ใช้จำนวนมาก ที่ใช้ผงซักฟอก ซักผ้าด้วยมือ มีอาการแพ้ เพราะผงซักฟอก มีฤทธิ์ในการทำลายผิวหนัง และ ระคายเคืองต่อผิวหนัง

อย่างไรก็ตามสารเคมีที่เป็นส่วนผสมในผงซักฟอก จะล้างออกไปไม่หมด หลังการซักผ้า จะยังคงหลงเหลือ ติดอยู่บนเนื้อผ้า ยิ่งไปกว่านั้น สารบางตัว ยังถูกคิดค้น ให้มีประสิทธิภาพ ติดทนนาน บนเสื้อผ้า เช่น สารเพิ่มความสดใส กลิ่น สารปรับผ้านุ่ม สารเคมีเหล่านี้ สามารถทำความระคายเคือง ต่อผิวหนัง ของผู้สวมใส่เสื้อผ้า หรือสัมผัสกับผ้า ที่ซักด้วย ผงซักฟอก บางคน ก็จะมีอาการแพ้ เป็นผื่นคัน อย่างรุนแรง ดังนั้น เสื้อผ้าของคน ที่มีผิวบอบบาง หรือ แพ้ง่าย โดยเฉพาะ เด็กทารก ไม่ควรซักด้วย ผงซักฟอก

นอกจากผลเสียของผงซักฟอกต่อผู้ใช้จะมีมากขึ้น หากนำผงซักฟอกไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ มีคนจำนวนมาก นำ ผงซักฟอก ไปถูมือหรือถูตัวทำความสะอาดร่างกายแทนสบู่ เพราะเห็นว่าผงซักฟอก มีประสิทธิภาพ ทำ ความสะอาด ได้ดีกว่าสบู่ ผงซักฟอก จะทำให้ผิวหนังแห้ง ระคายเคือ งและทำลายผิวหนัง ถ้าเข้าตา จะทำให้เยื่อตาอักเสบ ทำให้เส้นผมแห้ง และหยาบกร้าน มีคนจำนวนไม่น้อยอีกเช่นกัน ที่นิยมใช้ผงซักฟอก ล้างถ้วย จานชาม ที่ใช้รับประทานอาหาร หรือถึงขนาด นำไปล้างอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ ก่อนที่จะนำไปปรุง หรือรับประทาน หากล้าง ผงซักฟอกออกไม่หมด เหลือตกค้าง อยู่ในอาหาร ที่เรา รับประทาน เข้าไป ก็จะส่งผลเสีย ต่อร่างกาย ในทันทีทันใด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือ สะสมเป็น สารพิษ ที่จะส่งผลเสีย ต่อร่างกาย ระยะยาว จึงไม่ควรใช้ผงซักฟอก ล้างอาหาร โดยเด็ดขาด และหลีกเลี่ยง การใช้ผงซักฟอก ล้างจานชาม ที่ใช้รับประทานอาหาร หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรล้างออกให้หมด

 

ผลเสียที่เด่นชัดของการใช้ผงซักฟอก ก็เห็นจะเป็นผลเสียที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อแหล่งน้ำ ส่วน ประกอบหลักของผงซักฟอกเป็นสารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งโดยธรรมชาติก็จะย่อยสลายยาก เป็นมลภาวะ ต่อสภาพ แวดล้อม ถึงแม้ว่าปัจจุบัน ผู้ผลิตมักจะกล่าวอ้างว่า ผงซักฟอกของตน ใช้ส่วนประกอบ ที่ย่อยสลายได้เอง ตามธรรมชาติ (Biodegradable) แต่เรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ ไม่น่าเชื่อถือนัก และยังเป็นเรื่อง ที่น่าเป็นห่วง อย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น สารลดแรงตึงผิว เอบีเอส เป็นสารที่ย่อยสลายยาก สำหรับ ประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประกาศ ห้ามใช้ แต่จากการตรวจสอบ ผงซักฟอกยี่ห้อดังๆ ก็ยังมีการใช้สาร เอบีเอส นี้อยู่ หรืออย่าง ฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่ใช้ช่วยลด ความกระด้าง ของน้ำ ซึ่งก็มีการแนะนำ ให้ผู้ผลิต เลิกใช้ เพราะฟอสเฟต จะไปทำให้เกิดสาหร่าย ในแหล่งน้ำ ทำให้แหล่งน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง ขาดออกซิเจน และ เน่าเสีย ให้หันมาใช้สาร ลีโอไลท์แทน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ผลิตก็ยังไม่เลิกใช้ สารฟอสเฟต แต่จะใช้ผสมกับ สารลีโอไลท์ เป็นต้น

 

ดังนั้นการใช้ผงซักฟอกในการซักผ้ามากเท่าไหร่ โอกาสที่แหล่งน้ำแม่น้ำลำคลอง และสิ่งแวดล้อม จะเน่าเสีย ก็มีมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้น อีกประเด็นหนึ่ง ที่เราควรจะรับรู้กันไว้ ก็คือ สารเคมี ที่เป็น ส่วนประกอบ ในการผลิต ผงซักฟอก ประเทศไทยของเรา ผลิตเองไม่ได้ เราต้องนำเข้า จากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ สเปน ออสเตรเลีย ยิ่งเราใช้มากเท่าไหร่ เงินตราของเรา ก็ไหลไปสู่ ประเทศเหล่านี้ มากขึ้นเท่านั้น

 

ถ้ายังจำเป็นต้องใช้ผงซักฟอกในการซักผ้า ก็ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม ที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลาย ได้ง่าย (เช่น น้ำหมักชีวภาพ ที่สกัดจากผลไม้ต่างๆ และน้ำตาลแดง เพราะจุลินทรีย์ จะช่วยย่อย สลายเชื้อโรค ทำให้ผ้า สะอาด ได้เป็นอย่างดี) พยายามลดปริมาณการใช้ลง ใช้เท่าที่จำเป็น ถ้าเป็นไปได้ ก็ให้เลิกใช้ ผงซักฟอก ในการซักผ้า หันไปหาวิธีการทางเลือก ทางธรรมชาติอื่นๆ ในการซักผ้า ให้สะอาดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิง ผงซักฟอก

 

เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะซักผ้าให้สะอาดโดยไม่ใช้ผงซักฟอก?

 

คำตอบคือ เป็นไปได้แน่นอน มีวิธีการทางธรรมชาติมากมาย หลายวิธี ที่สามารถนำมาใช้ซักผ้า ให้สะอาดได้ ตั้งแต่การใช้น้ำเปล่า น้ำต้ม น้ำหมักชีวภาพ ใช้สบู่ ใช้น้ำส้มสายชู ผงฟู บอแรกซ์ ใช้ได้กับการซักด้วยมือ หรือ ซักด้วยเครื่อง ผ้าก็สะอาดได้ แถมยังประหยัด และไม่ต้องห่วง เรื่องผลกระทบ ต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

 

ในการซักผ้า เราไม่จำเป็นต้องใช้สารใดๆ เพื่อทำให้ผ้าสะอาดทุกครั้ง เพราะบ่อยครั้ง ที่เสื้อผ้า ของเรา ไม่ได้สกปรก เลอะเทอะอะไรมากมาย เพียงแต่เหม็นกลิ่นเหงื่อ หรือ มีฝุ่นละออง นิดหน่อย เพียงการซัก ด้วยน้ำเปล่า หรือ น้ำต้ม ก็ทำให้สะอาดได้ ถ้าจะให้ขจัดกลิ่นเหงื่อ ได้ดีขึ้น ก็เติมน้ำหมัก ชีวภาพ หรือ น้ำส้มสายชู หรือผงฟู ก็เพียงพอ ถ้ามีสิ่งสกปรก มากหน่อย เราก็ใช้สบู่ก้อนซักผ้า แต่การใช้สบู่ก้อนซักผ้า ก็อาจทำให้เศษสบู่ หรือตะกอน หลงเหลืออยู่ ก็ให้เติมสาร ลดความกระด้างของน้ำ เช่น บอแรกซ์ ก็ซักผ้า ให้สะอาดได้ ไม่แพ้ผงซักฟอก แต่ถ้ามีรอยเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน มากกว่านั้น เช่นรอยเลือด น้ำหมึก ชา กาแฟ ฯลฯ ก็ควรมีวิธีการเฉพาะ ที่จะขจัดรอยเปื้อนนั้น ก่อนที่จะนำผ้าไปซัก ตามปกติ ซึ่งการขจัดคราบ สกปรกเหล่านี้ เราก็สามารถทำได้ไม่ยาก โดยการใช้เพียง กลีเซอรีน ผงฟู เกลือแกง น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว เป็นต้น รอยเปื้อนเหล่านั้น ก็จะจางหายไป อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ที่จริงแล้วผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด เขาคิดค้นขึ้นมา สำหรับใช้กับ ผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งเป็นเส้นใยสังเคราะห์ ที่เราใช้ถักทอ เป็นเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่ม ที่เราใช้กัน เป็นส่วนใหญ่ สำหรับเส้นใย จากธรรมชาติ เช่น ฝ้าย ลินิน ไหม หรือขนสัตว์นั้น ที่จริงไม่เหมาะ ที่จะใช้ ผงซักฟอก หรือ น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ สามารถซักให้สะอาดได้ง่าย ด้วยวิธีทาง ธรรมชาติ

 

-ผ้าฝ้าย- ซักด้วยน้ำหมักชีวภาพ หรือซักด้วยสบู่ธรรมชาติ กับบอแรกซ์และผงฟู ถ้าเป็นผ้าขาว ให้ซักด้วย น้ำด่าง จากขี้เถ้า หรือซักด้วยน้ำร้อน ถ้าเป็นผ้าสี ให้ซักด้วยน้ำอุ่น เพื่อไม่ให้สีซีด และอาจใช้ น้ำส้มสายชู ๑ ช้อนโต๊ะ ต่อ การซักผ้า ๑ ถัง จะช่วยให้ผ้า คงสีสดใส การใช้บอแรกซ์ จะช่วยไม่ให้ผ้าขึ้นราด้วย

-ผ้าลินิน- ถ้าเป็นผ้าบางควรซักด้วยมือ ซักด้วยน้ำหมักชีวภาพ หรือซักด้วยสบู่ธรรมชาติ กับบอแรกซ์ และผงฟู

-ผ้าไหม- ซักผ้าไหมด้วยน้ำเย็นกับสบู่อ่อนๆ ไม่ต้องขยี้ แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ไม่ต้องบิด

-ผ้าขนสัตว์- ซักด้วยมือด้วยน้ำเย็น หรือน้ำอุ่น กับสบู่อ่อนๆ หรือกับน้ำส้มสายชู ๒-๓ ช้อนโต๊ะด้วยวิธีง่ายๆ และ สารธรรมชาติ ที่มีอยู่ในบ้านเรือนเหล่านี้ ก็สามารถช่วยให้เราซักผ้า ให้สะอาดได้ โดยไม่ต้อง ใช้ผงซักฟอก

สูตรน้ำยาซักฟอกแบบธรรมชาติ
๑. สบู่ก้อนซักผ้า
ส่วนผสม
๑. ผงสบู่ ๑ ถ้วย
๒. น้ำ ๓/๔ ถ้วย
๓. บอแรกซ์ ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. ใส่น้ำในหม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง
๒. ใส่ผงสบู่ใช้ไม่พายกวนเบาๆ จนผงสบู่ละลายหมด
๓. ใส่บอแรกซ์ใช้ไม้พายกวนให้บอแรกซ์ละลายหมด กวนให้เข้ากัน แล้วปิดไฟทิ้งไว้ให้เย็น
๔. เทลงแบบ ทิ้งไว้จนเนื้อสบู่จับตัวเป็นก้อนแข็งเอาออกจากแบบ แล้วจึงนำไปซักผ้า

 

การทำผงสบู่และการทำสบู่เหลว
ในสูตรของน้ำยาซักผ้า ระบุถึงผงสบู่และสบู่เหลว ซึ่งเราสามารถ ทำขึ้นได้เองง่ายๆ โดยการใช้สบู่ก้อน มาขูดเป็นผง ก็จะได้ผงสบู่ ส่วนสบู่เหลวก็เพียง แต่เอาผงสบู่ มาต้มกับน้ำก็จะได้สบู่เหลว สบู่ก้อน ที่จะนำมาใช้ จะกวนเองก็ได้ หรือถ้าซื้อจากร้านค้า ให้เลือก สบู่ขาวที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสม ของสีและกลิ่น หรือมีน้อยที่สุด

 

ผงสบู่
ส่วนผสม
สบู่ก้อนบริสุทธิ์ที่อ่อนโยนไม่มีส่วนผสมของสีหรือกลิ่น
วิธีทำ
ใช้ที่ขูดผักผลไม้ ขูดก้อนสบู่ให้เป็นชิ้นสบู่ หรือผงสบู่

 

สบู่เหลว
ส่วนผสม
๑. ผงสบู่ ๑/๔ ถ้วยตวง
๒. น้ำ ๓/๔ ถ้วยตวง
วิธีทำ
๑. เทน้ำ ๓/๔ ถ้วยตวงลงในหม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟจนน้ำเดือด
๒. เทผงสบู่ ๑/๔ ถ้วยลงไปในน้ำเดือด ใช้ไม้พายคนเบาๆ จนผงสบู่ละลายหมด ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น เทสบู่เหลว ลงขวดที่มีฝาปิด เก็บไว้ได้นาน ๔_๖ เดือน ถ้าสบู่จับตัวเหนียวข้น เพราะน้ำระเหยออกไป ก็นำไปอุ่นแล้วเติมน้ำจนได้สบู่เหลว

 

 

 

 

๒. สบู่เหลวซักผ้า
ส่วนผสม
๑. ผงสบู่ ๑ ถ้วย
๒. น้ำ ๓ ถ้วย
๓. บอแรกซ์ ๒ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
๑. ใส่น้ำในหม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง
๒. ใส่ผงสบู่ ใช้ไม้พายคนเบาๆ ให้ผงสบู่ละลายจนหมด
๓. ใส่บอแรกซ์ลงไป ใช้ไม้พายคนจนบอแรกซ์ละลายหมด และคนให้เข้ากันกับน้ำสบู่ ปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น
๔. บรรจุขวดมีฝาปิด เก็บไว้ใช้ซักผ้า เก็บไว้ใช้นาน ๔-๖ เดือน

 

 

 

 

๓. ผงสบู่
สำหรับซักผ้าด้วยเครื่อง

ส่วนผสม
๑. ผงสบู่ ๑/๒ ถ้วยตวง
๒. ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ๑/๒ ถ้วย
๓. โซดาซักผ้า(โซเดียมคาร์บอเนต) ๑/๔ ถ้วย
๔. บอแรกซ์ (โซเดียมบอเรต) ๑/๔ ถ้วย
วิธีทำ
๑. นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากัน แล้วใส่ภาชนะที่มีฝาปิด เก็บไว้ใช้ซักผ้า สามารถเก็บไว้ได้นาน ๔ เดือน ถึง ๑ ปี ขึ้นอยู่กับความแห้งของผงสบู่และส่วนผสม
๒. เวลาใช้ ใช้ผงซักผ้า ๑/๒ ถ้วยต่อการซักผ้าเต็มถังใน ๑ ครั้ง

 

 

 

 

๔. ผงสบู่
ซักผ้าในน้ำกระด้าง

ส่วนผสม
๑. ผงสบู่ ๑/๒ ถ้วย
๒ ผงฟู (โซเดียมไปคาร์บอเนต) ๑/๒ ถ้วย
๓. โซดาซักผ้า (โซเดียมคาร์บอเนต) ๑/๒ ถ้วย
๔. บอแรกซ์ (โซเดียมบอเรต) ๑/๒ ถ้วย
วิธีทำ
๑. นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากัน แล้วใส่ภาชนะที่มีฝาปิด เก็บไว้ใช้ซักผ้า สามารถเก็บได้นาน ๔ เดือน ถึง ๑ ปี ขึ้นอยู่กับความแห้งของผงสบู่และส่วนผสม
๒. เวลาใช้ ใช้ผงซักผ้า ๑/๒ ถ้วย ต่อการซักผ้าเต็มถังใน ๑ ครั้ง

 

 

 

 

๕. น้ำยา
ขจัดคราบสกปรกก่อนซัก

ส่วนผสม
๑. สบู่เหลว ๑/๔ ถ้วย
๒. น้ำส้มสายชูกลั่น ๑ ถ้วย
๓. ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ๑/๒ ถ้วย
๔. แอมโมเนีย ๑/๔ ถ้วย
๕. น้ำอุ่น ๒ ลิตร
วิธีทำ
๑. เทน้ำใส่หม้อสเตนเลส ตั้งไฟอ่อนๆ จนน้ำอุ่น
๒. เทผงฟูลงไปในน้ำอุ่นใช้ไม้พายกวนจนผงฟูละลายหมด แล้วจึงเทสบู่เหลว น้ำส้มสายชู และ แอมโมเนีย ลงไปกวนให้เข้ากัน
๓. ทิ้งไว้ให้เย็น บรรจุลงขวดที่มีฝาปิด เก็บไว้ได้นาน ๙ เดือน
๔. เวลาใช้แบ่งใส่ขวดที่มีฝาเป็นหัวฉีดแบบกด ฉีดน้ำยาลงบนรอยเปื้อนคราบสกปรกบนผ้า ก่อนที่จะนำผ้า เข้าเครื่องซักผ้า ตามปกติ

๖. น้ำยาขจัดคราบสกปรกก่อนซัก สำหรับผ้าอ่อนบาง
ส่วนผสม
๑. สบู่เหลว ๑/๒ ถ้วย
๒. แอมโมเนีย ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
๓. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ๔ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
๑. ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วบรรจุขวดแก้วที่มีฝาปิด เก็บไว้ได้นาน ๒-๓ เดือน
ในที่เย็นและแห้ง
๒. เวลาจะใช้ให้ใช้กับผ้าบางๆ โดยแบ่งใส่ขวดที่มีหัวฉีดแล้วฉีดลงบนรอยเปื้อนบนผ้า ทิ้งไว้ ๑๐-๒๐ นาที ล้างด้วยน้ำเปล่า แล้วจึงนำไปซัก
๓. ควรตรวจสอบดูว่าผ้าที่นำมาใช้นั้น สีตกหรือไม่ โดยทดลองตรงบริเวณเล็กๆ บริเวณ
ที่ไม่เป็นที่สังเกต ถ้าสีตกก็ไม่ควรใช้น้ำยานี้

 


๗. น้ำรำข้าวซักผ้าบาง
ส่วนผสม
๑. รำข้าว ๒ ถ้วย
๒. น้ำต้ม ๑.๕ ลิตร
วิธีทำ
๑. ใส่รำข้าวลงบนผ้าขาวบาง ห่อแล้วมัดห่อผ้าเหมือนลูกประคบ
๒. เทน้ำใส่ในหม้อสเตนเลส ตั้งบนไฟจนน้ำเดือด ใส่ห่อรำข้าวลงในน้ำเดือด หรี่ไฟ ปิดฝา ต้มไปเรื่อยๆ นาน ๓๐ นาที
๓. หลังจากนั้น ยกลงจากไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น เอาห่อรำข้าวออก นำน้ำรำข้าวมากรองด้วยผ้าขาวบางอีกที แล้วจึงบรรจุลงขวดที่มีฝาปิด
๔. น้ำรำข้าวนี้ใช้ซักผ้าบางที่ต้องการทะนุ
ถนอมเป็นพิเศษ เช่น กระโปรงบางๆ ผ้าขนสัตว์ น้ำรำข้าวจะช่วยทำให้ผ้าสะอาดและยังทำให้ผ้าคงรูปทรงอยู่โดยไม่จำเป็นต้องลงแป้งเลย

 


๘. น้ำยาปรับผ้านุ่ม สำหรับผ้านุ่มพิเศษ 
ส่วนผสม
๑. เจลาตินผง ๑ ช้อนโต๊ะ
๒. น้ำต้ม ๑ ๑/๒ ถ้วย
วิธีทำ
๑. เทน้ำใส่หม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟต้มจนน้ำเดือด
๒. เทเจลาตินลงไปในน้ำเดือด ใช้ช้อนหรือไม้พายคนจนละลายหมด
๓. เอาลงจากไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น บรรจุขวดที่มีฝาปิด เวลาใช้ให้ใช้ผสมในน้ำสุดท้ายของการซักผ้า จะช่วยปรับให้ผ้านุ่มขึ้น

 


๙. ผงปรับผ้านุ่มและกำจัดกลิ่น ใช้กับเครื่องปั่นผ้าแห้ง 
ส่วนผสม
๑. ผงฟู ๑/๒ ถ้วย
๒. แป้งท้าวยายม่อม ๑ ช้อนโต๊ะ
๓. แป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวโพด ๑ ช้อนโต๊ะ
๔. น้ำมันหอมระเหย(ตามชอบ) ๑-๓ หยด
วิธีทำ
๑. ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิด
๒. เวลาจะใช้ตักส่วนผสม ๑ ช้อนโต๊ะ ใส่ในถุงผ้าเล็กๆ แล้วใช้เชือกมัดปากถุงผ้าให้แน่นๆ
๓. ใส่ถุงผงปรับผ้านุ่มนี้ลงรวมกับผ้าที่ซักแล้วตอนที่จะปั่นแห้ง ถุงผงปรับผ้านุ่มนี้จะช่วยผ้าให้นุ่มและช่วยกำจัดกลิ่น

 


๑๐. ผงปรับผ้านุ่มและกำจัดกลิ่น
ส่วนผสม
๑. ผงฟู ๑/๒ ถ้วย
วิธีใช้
๑. ใส่ผงฟู ๑/๒ ถ้วย ลงไปในน้ำสุดท้ายของการซักผ้า ผงฟูจะช่วยปรับผ้าให้นุ่ม จะช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นที่ติดผ้าได้ดี เช่น กลิ่นปัสสาวะ กลิ่นสัตว์เลี้ยง กลิ่นน้ำมันเครื่อง เป็นต้น

 

 

๑๑. น้ำยาฟอกขาว
ส่วนผสม
๑. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ๑ ถ้วย
๒. น้ำมะนาว ๓ ช้อนโต๊ะ
๓. น้ำ ๓ ๑/๒ ลิตร
วิธีทำ
๑. เทน้ำใส่หม้อสเตนเลส เทไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และน้ำมะนาวลงไปกวนให้ส่วนผสมเข้ากัน ใส่ขวดแก้วที่มีฝาปิด เก็บไว้ในที่มืดจะเก็บได้นาน ๓-๖ เดือน
๒. เวลาจะใช้ใช้เหมือนน้ำยาฟอกขาวทั่วๆ ไป แต่เป็นน้ำยาฟอกขาวที่ไม่รุนแรงและปลอดภัย อีกทั้งขจัดสีหม่นหมองของเสื้อผ้าให้ขาวขึ้น

 


๑๒. การลงแป้งแบบธรรมชาติ
ส่วนผสม
๑. แป้งข้าวโพด ๓ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
๒. น้ำอุ่น ๔ ถ้วย
วิธีทำ
๑. เทน้ำใส่หม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ พอน้ำอุ่นให้เทแป้งข้าวโพดลงไปละลายจนหมด
๒. ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วบรรจุขวดพลาสติกที่มีหัวฉีด เก็บไว้ได้นาน ๖ เดือน เวลาจะใช้ให้ให้เขย่าขวดก่อน ฉีดไปบนผ้าที่ต้องการลงแป้ง

วิธีธรรมชาติ ขจัดคราบสกปรก

 

๑. รอยเลือด 
๑.ล้างออกโดยเร็วด้วยน้ำเย็น อย่าใช้น้ำอุ่น
๒.แล้วใช้ผงฟูผสมกับน้ำจนเป็นครีม ป้ายไปบนรอยเสื้อ ทิ้งไว้จนครีมแห้ง
๓.แล้วใช้แปรง แปรงออกให้หมด รอยเลือดจะหลุดออกหรือจางหายไป

๒. หมึก 
ใช้มะนาวผ่าซีกถูตรงรอยหมึก แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

๓. ลิปสติก 
ใช้กลีเซอรีน ๑ ช้อนชา ผสมกับน้ำมันผิวมะนาว ๑ หยด
ถูตรงรอยเปื้อนแล้วล้างออก ด้วยน้ำร้อน

๔. ยาทาเล็บ/สี 
-สำหรับผ้าหนาให้ใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูเช็ดรอยเปื้อน
-สำหรับผ้าบางให้ใช้กลีเซอรีน ๓ ช้อนชาผสมกับน้ำส้มสายชู ๓ ช้อนชา
และน้ำร้อน ๓ ช้อนโต๊ะ

๕. สนิม 
จุ่มผ้าตรงที่มีรอยเปื้อนสนิมในน้ำร้อน ถูด้วยส่วนผสมของนมเปรี้ยว ๑ ช้อนชา
น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ผงฟู ๑/๒ ช้อนชา แล้วล้างออกด้วยน้ำทันที

๖. ช็อกโกแลต
๑.ใช้บอแรกซ์ ๑ ช้อนโต๊ะ ผสมกับผงฟู ๑ ช้อนโต๊ะ กับน้ำเย็น ๑/๒ ถ้วยผสมกัน จนเป็นครีม
๒.ใช้ส่วนผสมถูรอยเปื้อนเบาๆ แล้วทิ้งไว้ ๑๐ นาที หรือนานกว่านั้น
๓.ล้างออกด้วยน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง
๗. กาแฟ ๑.ใช้กลีเซอรีนผสมกับน้ำเย็น
๒.ใช้ฟองน้ำชุบส่วนผสม แล้วถูบริเวณรอยเปื้อน

๘. ชา
ใช้บอแรกซ์ ๑ ช้อนชา ผสมกับกลีเซอรีน ๑ ช้อนชา และน้ำอุ่น ๑/๒ ถ้วย
ซักตรงบริเวณรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซักตามปกติ

๙. น้ำผลไม้ วิธีการเหมือนกับรอยเปื้อนช็อกโกแลต

๑๐. ไข่
๑.ใช้กลีเซอรีน ๑/๔ ถ้วย ผสมกับผงฟู ๓ ช้อนโต๊ะ
และ น้ำเย็น ๑/๒ ถ้วย ผสมให้เข้ากันแล้วใส่ขวดที่มีหัวฉีด
๒.ฉีดส่วนผสมลงบนรอยเปื้อน ถูเบาๆ แล้วจึงล้างออก

๑๑. หมากฝรั่ง
ใช้น้ำแข็งถูจนหมากฝรั่งแข็ง แล้วตัดออก

๑๒. ไวน์แดง/เหล้า
(ที่มีสี) ใช้บอแรกซ์ ๑ ช้อนโต๊ะ ผสมกับผงฟู ๑ ช้อนโต๊ะ
และน้ำเย็น ๑/๔ ถ้วยผสมกันจนเป็นครีม ใช้ถูบริเวณรอยเปื้อน
ทิ้งไว้ ๑๐ นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำเย็น

๑๓. ไวน์ขาวเหล้าขาว
ใช้น้ำส้มสายชู ๑ ส่วน ผสมกับน้ำ ๕ ส่วน
ถูตรงรอยเปื้อนแล้วล้างออกด้วยน้ำธรรมดา

๑๔. หญ้า
๑.ใช้แอลกอฮอล์ (robbing alcohol) ๑/๔ ถ้วย
ผสมกับน้ำอุ่น ๑/๔ ถ้วย และกลีเซอรีน ๑/๘ ถ้วย ผสมให้เข้ากัน
๒.ใช้ผ้าเปื้อนแช่ลงในส่วนผสม แล้วล้างออกด้วยน้ำสบู่

 

๑๕. โคลน
ปกติรอยโคลนจะซักออกง่าย แต่ถ้าติดแน่นในเนื้อผ้าให้ใช้บอแรกซ์ ๒ ช้อนโต๊ะ
ผสมกับผงฟู ๒ ช้อนโต๊ะ และน้ำร้อน ๑ ถ้วย ซักรอยโคลนออก แล้วนำไปซักตามปกติ

 

๑๖. ดินน้ำมัน
ใช้น้ำแข็งถูจนดินน้ำมันแข็ง แล้วขูดออก
ถ้ายังไม่หมด ให้ใช้กลีเซอรีน ๑ ช้อนชา ผสมกับน้ำมันผิวมะนาว ๑ หยด
ถูซ้ำตรงรอยเปื้อน แล้วล้างออกด้วยน้ำร้อน

 

๑๗. น้ำมันดิน
ขั้นแรกพยายามถูออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วจึงใช้เนย ๑ ช้อนโต๊ะ
ผสมกับน้ำมันผิวส้ม หรือน้ำมันผิวมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ
ถูบริเวณรอยเปื้อนแล้วซักออกในน้ำอุ่น

๑๘. เหงื่อ
ใช้น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ผสมกับน้ำส้มสายชู ๑ ช้อนชาและน้ำอุ่น ๑ ถ้วย
ใส่ขวดที่มีหัวฉีด ใชฉีดผ้าตรงรอยเหงื่อ ทิ้งไว้ ๕ นาที แล้วนำไปซักตามปกติ

๑๙. ปัสสาวะ
ใช้ผงฟู ๑ ช้อนชา ผสมกับน้ำมันหอมระเหยวนิลา ๑ หยด
และน้ำอุ่น ๒-๓ ช้อนโต๊ะ ผสมกันจนเป็นครีม
แล้วถูตรงบริเวณรอยเปื้อน ทิ้งไว้ ๑๕ นาที แล้วนำไปซักตามปกติ

๒๐. เชื้อรา
- ถ้าเพิ่งเกิดราใหม่ๆ ให้ใช้น้ำร้อนผสมกับสบู่ และผงฟู ซักเอารอยเชื้อราออก
- ถ้าเป็นรอยเชื้อราเก่า จะค่อนข้างออกยาก ให้ใช้คลอลีน ๑/๔ ถ้วย ผสมกับ น้ำเย็น ๑ ถ้วย แล้วแช่ผ้าตรงที่มีรอยเปื้อนนาน ๑๐ นาที
หลังจากนั้น นำไปแช่ในน้ำเย็น ๑ ถ้วย ที่ผสมกับน้ำส้มสายชู ๑/๔ ถ้วย หลังจากนั้นนำไปซักตามปกติ
( * ควรใช้คลอรีนด้วยความระมัดระวัง )

 

เอกสารอ้างอิง
Nontoxic,Natural & Barthwise.,Debra Lynn Dadd,A Jernny P. Tarcher/Putnam Book, New York 1990 The complete book of Natural Housekeoping, Casey Keller, Sterking Publisuling Co.,Inc New York 2000
วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ ๖ ปีที่ ๑ เม.ย.-พ.ค. ๒๕๓๘ มูลนิธิผู้บริโภค
(ข้อมูลจากวารสาร เกษตรกรรมธรรมชาติ)

คัดลอกและรวบรวม จาก

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k154/038.html

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k155/076.html

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k156/056.html

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k157/062.html

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k158/058.htm

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/index.html

"ผงซักฟอกทำเอง (ซักผ้าให้สะอาด โดย ล้อเกวียน)" was published on December 29th, 2011 and is listed in ประหยัด.

Follow comments via the RSS Feed | Leave a comment | Trackback URL

    None Found

Leave Your Comment

You must be logged in to post a comment.

  • อ่านตามหัวข้อ

  • อ่านตามที่อ้างอิงถึง

  • เข้าแฟ้ม

  • ใช้งาน

  • พูดถึงล่าสุด

  • หน้าหลัก ๆ

  • donate

  • NaiMiang.com is powered by WordPress. YUI-Mainstream 750 Theme from Buzzdroid has been modded by นายเมี่ยง

    Valid xhtml