ศึลจึงรักษา ผู้รักษาศึลนั้น
เมื่อเราเริ่มต้นหนทางสู่การดับทุกข์เป็นจุดหมาย ความประจักษ์ชัดในกฎปฎิบัติที่มองไม่เห็นนั้นยังไม่ชัดเจน (มีปัญญาเบาบาง) มีสมาธิปานกลางไม่สม่ำเสมอ ความไม่รู้ สงสัยยังมีมาก โอกาสที่จะทำผิดพลาดยังมีอยู่ ทำให้พรหมจรรย์นั้นด่างพร้อยได้เรื่อย ๆ สิ่งที่ยังคุ้มครองไม่ให้ตก หลุดไปจากทางเดินสว่างนั้น จึงมีเพียงความพยายามในการรักษาความสงบหรือศึล (การทำให้เป็นปรกติ)นั่นเอง
ชีวิตคนปรกตินั้นมีเรื่องวุ่นวายร้อนรนอยู่เสมอ เปรียบเสมือนกับป่าใหญ่ที่มีไฟไหม้เป็นหย่อม ๆ การรักษาศึลให้ชีวิตสงบนั้น ก็เปรียบเหมือนการไม่เติมฟืนน้อยใหญ่ ลงไปบนไฟที่มีอยู่ ไม่นานไฟ หล่านั้นก็จะอ่อนแรงและดับไปเอง อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้ไม่ก่อกองไฟใหญ่ขึ้นใหม่ นานเข้า นานเข้าชีวิตก็จะเป็นสุขจากการไม่ต้องร้อนรนจากไฟน้อยใหญ่เหล่านั้น
เมื่อชีวิตสงบแล้ว เราไม่ต้องไปกังวล และจัดการกับไฟทั้งหลายแล้ว เราจึงมีเวลาและกำลังที่ไปทุ่มเทให้กับงานเสริมความมั่นคงและพัฒนาสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่ เมื่อการปฎิบัติของเรามั่นคง และเราเก่งขึ้นแล้ว ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็ไม่บ่อย และเบาบางลงเรื่อย ๆ คาดว่าในที่สุดก็คงดับไฟทั้งหมดลงได้
การเดินทางที่เป็นการเปลี่ยนแปลงนั้นมักจะไม่เป็นเส้นตรง บางครั้งก็ขึ้นไปได้สูงอย่างรวดเร็ว แล้วก็ตกกลับลงมาใหม่ บางครั้งก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลานาน เป็นธรรมดา สภาวะจิตนั้นก็เป็นอนิจจัง เช่นกัน อย่าไปโกรธตัวเองที่ทำได้ไม่ดีอย่างที่คาดหวัง ขอให้ประคับประคองกิจวัติประจำวันทั้งหลายไม่ให้ด่างพร้อย ก็จะก้าวหน้าต่อไปได้ในที่สุด