นักวิเคราะห์นั้นใช้เวลามากกว่าคนทั่วไปในการวิเคราะห์หุ้น เรียนมาก็เยอะกว่า ทำการบ้านก็เยอะกว่า ประสบการณ์ก็แยะ ดู ๆ แล้วน่าจะมีอะไรเด็ด ๆ มาแบ่งปัน จริง ๆ แล้วก็เป็นอย่างนั้นครับถ้าเขาเป็นนักวิเคราะห์ที่ดี แต่ทีนี้บางคนก็เป็นนักวิเคราะห์ที่เก่งแต่เขาก็ยังต้องทำมาหากิน ถ้าการวิเคราะห์ของเขาทำให้ชีวิตเขาฝืดเคืองเขาก็ต้องระวัง บางทีก็บอกทั้งหมดอย่างที่รู้ไม่ได้ คือว่าเขาต้องเกรงใจบริษัทที่ได้รับการวิเคราะห์ด้วย
ทำไมเขาต้องเกรงใจบริษัทที่วิเคราะห์ด้วยละครับ ก็เพราะว่าเขาต้องหาข้อมูลมาวิเคราะห์นะสิครับ แล้วแหล่งข้อมูลที่ไหนจะลึกและมากเท่าจากตัวบริษัทเอง ทีนี้ถ้าคุณเขียนไม่ดีถึงบริษัทนั้น คราวหน้าเขาจะอยากใ้ห้ข้อมูลคุณหรอครับ
นอกจากนี้การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทยังหลายถึงรายได้ของบริษัทหลักทรัพย์ที่เขาทำงานอยู่ด้วย แล้วนั่นก็หมายถึงโบนัสที่นักวิเคราะห์อาจจะได้ด้วย เพราะว่ารายได้เนื้อ ๆ ของบริษัทหลักทรัพย์ ส่วนหนึ่งมาจากการเป็นตัวแทนในการเพิ่มทุนหรือนำหุ้นหรือตราสารหน้าต่าง ๆ มาขาย ทีนี้ถ้าไม่เชียร์หุ้นของ “ลูกค้า” เนี่ยก็คงจะไม่ได้ เราก็ต้องเห็นใจนักวิเคราะห์เหมือนกันยังไงก็ยังกินเงินเดือนอยู่ เจ้านายก็ต้องฟัง ผลประโยชน์ของบริษัทก็ต้องปกป้อง
ดังนั้นก็จะเห็นได้ว่าอ่าน ๆ คำแนะนำของนักวิเคราะห์แล้วจะไม่ค่อยเห็นอันไหนที่แนะนำให้ขายเลย หายากครับนอกจากจะไม่ต้องเกรงใจกันจริง ๆ หรือแบบว่าสุด ๆ แล้วคือใคร ๆ ก็รู้แล้วว่ามันแย่จริง ๆ อันนี้ก็ไม่เป็นการทำร้ายจิตใจกันจนเกินไป ก็เขียนได้
รายงานการวิเคราะห์ที่น่าสนใจ ก็คือคำแนะนำที่มาจากโบรก์เล็ก ๆ ที่ไม่น่าจะมีเอี่ยวกับบริษัทที่เขียนถึง โดยเฉพาะคำแนะนำให้ขายแบบสวนกระแสจากเจ้าอื่น ถ้าเช็คดูแล้วไม่ได้มีการไม่พอใจกันเป็นการส่วนตัว นักวิเคราะห์เจ้านั้นอาจจะมีอะไรเด็ด ๆ จะบอกจริงจริงก็ได้
หุ้นตัวเล็ก ๆ ดี ๆ นี่ก็จะไม่มีนักวิเคราะห์มาติดตาม หรือเขียนวิเคราะห์ให้เราอ่าน เพราะหุ้นพวกนี้บริษัทหลักทรัพย์ไม่ค่อยมีสิทธิ์ลุ้นว่าจะได้รายได้อะไรจากพวกเขา การซื้อขายรายวันก็มีมูลค่าไม่มาก ไม่รู้ว่าจะจ่ายเงินจ้างนักวิเคราะห์มาเขียนรายงานทำไม
สรุปก็คือรายงานการวิเคราะห์นี่เอาไว้อ่านดูตัวเลข ข้อเท็จจริง อะไรพวกนี้ จะไปถือเอาจริงเอาจังกับคำแนะนำซื้อขายไม่ได้นะครับ
ได้ข้อคิดมากจากหนังสือ The faber report