<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นายเมี่ยงขอบอก &#187; ทำเอง</title>
	<atom:link href="http://www.naimiang.com/tag/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.naimiang.com</link>
	<description>เท่าทันโลกทุนนิยม เพิ่มพูนภูมิปัญญาไทย</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Feb 2012 15:31:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
	<div id='fb-root'></div>
					<script>
						window.fbAsyncInit = function()
						{
							FB.init({appId: null, status: true, cookie: true, xfbml: true});
						};
						(function()
						{
							var e = document.createElement('script'); e.async = true;
							e.src = document.location.protocol + '//connect.facebook.net/en_US/all.js';
							document.getElementById('fb-root').appendChild(e);
						}());
					</script>	
						<item>
		<title>ผงซักฟอกทำเอง (ซักผ้าให้สะอาด โดย ล้อเกวียน)</title>
		<link>http://www.naimiang.com/homemade-washing-detergent/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/homemade-washing-detergent/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Dec 2011 23:07:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประหยัด]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ผงซักฟอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=1130</guid>
		<description><![CDATA[คัดลอกและ รวบรวมจาก นิตยสาร เราคิดอะไรอยู่ ฉบับที่ ๑๕๔ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ถึง ฉบับที่ ๑๕๘ กันยายน ๒๕๔๖ คอลัมล์ ชีวิตไร้สารพิษ โดย ล้อเกวียน
เคลือข่ายสันติอโศก <a href="http://www.naimiang.com/homemade-washing-detergent/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จาก นิตยสาร เราคิดอะไรอยู่ ในเคลือข่ายสันติอโศก ฉบับที่ ๑๕๔ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ถึง ฉบับที่ ๑๕๘ กันยายน ๒๕๔๖ คอลัมล์ ชีวิตไร้สารพิษ โดย ล้อเกวียน</p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;">ทุกวันนี้การซักผ้าไม่ว่าจะซักด้วยมือ หรือซักด้วยเครื่อง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ<span style="color: #990000;"> &#8221;ผงซักฟอก&#8221;</span> ซึ่งก็เป็น ที่รับรู้ กันโดยทั่วไป แล้วว่า ส่วนประกอบ สำคัญในผงซักฟอก ก็คือ สารซักฟอก กับสารลด ความกระด้าง ของน้ำ ซึ่งถึงแม้จะมีผลกระทบ ต่อสุขภาพของ ผู้ที่ซักผ้าหรือ ผู้ที่สวมใส่ เสื้อผ้า ที่ซักด้วย ผงซักฟอก ไม่เด่นชัด เท่ากับ ผลกระทบ ทางด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสารซักฟอก และ สารลดความกระด้าง ของน้ำ เป็นสารเคมี สังเคราะห์ ที่ไม่ย่อยสลาย หรือย่อยสลายยาก จึงเป็นสาเหตุ ให้น้ำใน แหล่งน้ำธรรมชาติ แม่น้ำ ลำคลองเน่าเสีย</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;">จึงเป็น เรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย ที่จะมีทางเลือกด้วยวิธีทางธรรมชาติอื่นๆ ในการซักผ้าให้สะอาดได้ โดยไม่ต้อง ใช้ผงซักฟอก ซึ่งจะช่วยเรา ประหยัดเงิน อีกทั้งเป็นทางเลือก ที่ปลอดภัย ต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;">&#8220;ผงซักฟอก&#8221; เป็นสิ่งจำเป็นในการซักผ้าในปัจจุบัน ที่มีอยู่ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะซักด้วยมือ หรือ ซักด้วยเครื่อง นอกจากผงซักฟอกแล้ว ยังมีน้ำยาขจัดคราบสกปรก ที่ต้องใช้ทาถู บริเวณรอยเปื้อน ก่อนที่จะซัก และในน้ำสุดท้าย หลังจากซักด้วย ผงซักฟอกแล้ว ก็ยังมีน้ำยา ปรับผ้านุ่ม ที่ต้องใส่ลงไป เพื่อช่วยถนอมเนื้อผ้า</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;">ย้อนกลับไปแต่เก่าก่อนคนโบราณก็ใช้น้ำด่างจากขี้เถ้าในการซักผ้า และแม้ก่อนสงครามโลก ครั้งที่สอง คนเกือบ ทั่วทั้ง โลกยังคง ใช้สบู่ ู่ก้อนสำหรับซักผ้า แต่ระหว่างเกิด สงครามโลก เกิดขาดแคลนสบู่ เนื่องมาจาก ขาดแคลนไขมัน ทั้งจาก สัตว์และพืช ที่จะใช้ผลิตสบู่ นักวิทยาศาสตร์ จึงได้คิดค้น &#8220;สารซักฟอก&#8221; (detergent) ขึ้นเพื่อนำมาใช้แทนสบู่ สารซัก ฟอกนี้เป็น<span style="color: #990000;">สารเคมีสังเคราะห์ ที่สังเคราะห์ มาจาก ผลิตภัณฑ์ ปิโตรเลียม</span><strong> </strong>สารซักฟอกนี้ ทำหน้าที่ชำระ ล้างสิ่ง สกปรก ซึ่งมีประสิทธิภาพ ดีกว่าสบู่ มีราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้กัน อย่างแพร่หลาย จนแทบไม่มีใคร ใช้สบู่ซักผ้ากัน แล้ว ในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;">ความจริงแล้วสารซักฟอก ก็คือ สารลดแรงตึงผิว (surfactant) เช่นเดียวกับสบู่ มันทำหน้าที่ ขจัดสิ่งสกปรก ออกจาก เสื้อผ้าได้โดย มันจะช่วยลดแรงตึงผิว ของน้ำลง ช่วยละลายไขมัน และทำให้ สิ่งสกปรกต่างๆ กลายเป็นอนุภาคที่เล็ก ลง หลุดออกจากเสื้อผ้าได้ง่าย และหลุดออก ไปได้มากขึ้น เมื่อมีการ ขยี้ด้วยมือ หรือปั่นด้วยเครื่อง สิ่งสกปรกเมื่อหลุดออก จากเสื้อผ้า ก็จะไม่กลับไป ติดเสื้อผ้าอีก</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;">ปัจจุบันในท้องตลาดมีการผลิตผงซักฟอกออกมามากมายหลายยี่ห้อ หลายรูปแบบ หลายสูตร แต่แท้ที่จริงแล้ว ส่วนประกอบหลัก ในผงซักฟอก แทบจะไม่แตกต่างกัน คือมีส่วนประกอบหลักๆ ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><span style="color: #990000;">๑.สารลดแรงตึงผิว</span> ทำหน้าที่ช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เสื้อผ้าเปียกน้ำได้เร็ว ช่วยละลายไขมัน และสิ่งสกปรก ต่างๆ ให้หลุดออกจากเสื้อผ้าได้ง่าย แต่เดิมสารลดแรงตึงผิว ที่นิยมใช้ ในผงซักฟอก คือ อัลคิลเบนซินซัลโฟเนต หรือ เอบีเอส (ABS : Alkyl Benzene Sulfonate) แต่เนื่องจาก เป็นสารเคมี ที่ย่อยสลายยาก จึงเป็นปัญหา ต่อแหล่งน้ำ และ สิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน จึงเปลี่ยนมาใช้ ลีเนีย อัลคิล เบนซิน ซัลโฟเนต หรือ แอล เอ เอส (LAS : Linear Alkyl Sulfonate) ซึ่งเป็นสารเคมี ที่ย่อยสลาย ได้ง่ายกว่า</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><span style="color: #990000;">๒.สารลดความกระด้างของน้ำ </span>สารนี้ช่วยลดความกระด้างของน้ำทำให้น้ำมีฤทธิ์เป็นด่าง ซึ่งจะช่วยทำให้ ผงซักฟอก ทำความสะอาดได้ดีขึ้น และช่วยทำให้สิ่งสกปรก ไม่ย้อนกลับ ไปติดเสื้อผ้าได้อีก แต่เดิม สารลด ความกระด้างของน้ำ ที่นิยมใช้ในผงซักฟอก คือ ฟอสเฟต แต่ฟอสเฟตในผงซักฟอกนี้ ได้ก่อปัญหา ทำให้แหล่งน้ำ แม่น้ำลำคลองเน่าเสีย จึงเลิกใช้ หรือลดปริมาณการใช้ลง หันมาใช้สาร ซีโอไลท์แทน</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><span style="color: #990000;">๓.สารป้องกันการตกตะกอน</span> สารนี้ทำให้ผงซักฟอกละลายน้ำได้ดีไม่ตกตะกอน สารนี้ได้แก่ โซเดียม คาร์บอกซีเมททิล เซลลูโลส(Sodium Carboxymethyl Cellulose)</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><span style="color: #990000;">๔.สารเพิ่มความสดใส </span>แต่เดิมเราใช้ครามเพื่อให้ผ้าดูขาวสดใส ไม่หมองคล้ำ แต่ปัจจุบัน ที่นิยมใช้กันมาก ก็คือ ทิโนปอล ดีเอ็มเอส (Tinopal DMS) ซึ่งที่จริงสารนี้ ไม่ได้ช่วยทำให้ผ้าขาวขึ้น แต่มันจะดูด รังสี อัลตร้าไวโอเลต จากแสงอาทิตย์ ทำให้ผ้าเกิดการสะท้อน หรือเรืองแสง จึงทำให้ดูเหมือน ผ้าขาวขึ้น สดใสขึ้น</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;">นอกจากองค์ประกอบหลักๆ เหล่านี้ ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เช่น สารเพิ่มฟอง (N70 = ซึ่งมาจาก กากเดน ของน้ำมัน ปิโตรเลี่ยม) สี น้ำหอม สารฟอกขาว สารเพิ่มปริมาณ เป็นต้น ซึ่งแต่ละยี่ห้อ ก็จะใช้สาร ที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกัน ไป</span></p>
<p><span style="color: #990000; font-family: CordiaUPC; font-size: medium;">ผลเสียของผงซักฟอก</span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><br />
ดูเหมือนว่า ผลเสียของผงซักฟอกต่อผู้ใช้ซักผ้า หรือต่อผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้า ที่ซักด้วยผงซักฟอก จะมีไม่มาก หรือ รุนแรงมาก เมื่อเทียบกับผลเสีย ทางด้านสิ่งแวดล้อม มีผู้ที่ใช้จำนวนมาก ที่ใช้ผงซักฟอก ซักผ้าด้วยมือ มีอาการแพ้ เพราะผงซักฟอก มีฤทธิ์ในการทำลายผิวหนัง และ ระคายเคืองต่อผิวหนัง</span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;">อย่างไรก็ตามสารเคมีที่เป็นส่วนผสมในผงซักฟอก จะล้างออกไปไม่หมด หลังการซักผ้า จะยังคงหลงเหลือ ติดอยู่บนเนื้อผ้า ยิ่งไปกว่านั้น สารบางตัว ยังถูกคิดค้น ให้มีประสิทธิภาพ ติดทนนาน บนเสื้อผ้า เช่น สารเพิ่มความสดใส กลิ่น สารปรับผ้านุ่ม สารเคมีเหล่านี้ สามารถทำความระคายเคือง ต่อผิวหนัง ของผู้สวมใส่เสื้อผ้า หรือสัมผัสกับผ้า ที่ซักด้วย ผงซักฟอก บางคน ก็จะมีอาการแพ้ เป็นผื่นคัน อย่างรุนแรง ดังนั้น เสื้อผ้าของคน ที่มีผิวบอบบาง หรือ แพ้ง่าย โดยเฉพาะ เด็กทารก ไม่ควรซักด้วย ผงซักฟอก</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-family: CordiaUPC;">นอกจากผลเสียของผงซักฟอกต่อผู้ใช้จะมีมากขึ้น หากนำผงซักฟอกไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ มีคนจำนวนมาก นำ ผงซักฟอก ไปถูมือหรือถูตัวทำความสะอาดร่างกายแทนสบู่ เพราะเห็นว่าผงซักฟอก มีประสิทธิภาพ ทำ ความสะอาด ได้ดีกว่าสบู่ ผงซักฟอก จะทำให้ผิวหนังแห้ง ระคายเคือ งและทำลายผิวหนัง ถ้าเข้าตา จะทำให้เยื่อตาอักเสบ ทำให้เส้นผมแห้ง และหยาบกร้าน มีคนจำนวนไม่น้อยอีกเช่นกัน ที่นิยมใช้ผงซักฟอก ล้างถ้วย จานชาม ที่ใช้รับประทานอาหาร หรือถึงขนาด นำไปล้างอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ ก่อนที่จะนำไปปรุง หรือรับประทาน หากล้าง ผงซักฟอกออกไม่หมด เหลือตกค้าง อยู่ในอาหาร ที่เรา รับประทาน เข้าไป ก็จะส่งผลเสีย ต่อร่างกาย ในทันทีทันใด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือ สะสมเป็น สารพิษ ที่จะส่งผลเสีย ต่อร่างกาย ระยะยาว<span style="color: #990033;"> จึงไม่ควรใช้ผงซักฟอก ล้างอาหาร โดยเด็ดขาด และหลีกเลี่ยง การใช้ผงซักฟอก ล้างจานชาม ที่ใช้รับประทานอาหาร </span>หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรล้างออกให้หมด</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-family: CordiaUPC;">ผลเสียที่เด่นชัดของการใช้ผงซักฟอก ก็เห็นจะเป็นผลเสียที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อแหล่งน้ำ ส่วน ประกอบหลักของผงซักฟอกเป็นสารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งโดยธรรมชาติก็จะย่อยสลายยาก เป็นมลภาวะ ต่อสภาพ แวดล้อม ถึงแม้ว่าปัจจุบัน ผู้ผลิตมักจะกล่าวอ้างว่า ผงซักฟอกของตน ใช้ส่วนประกอบ ที่ย่อยสลายได้เอง ตามธรรมชาติ <span style="font-size: x-small;">(Biodegradable)</span> แต่เรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ ไม่น่าเชื่อถือนัก และยังเป็นเรื่อง ที่น่าเป็นห่วง อย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น สารลดแรงตึงผิว เอบีเอส เป็นสารที่ย่อยสลายยาก สำหรับ ประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประกาศ ห้ามใช้ แต่จากการตรวจสอบ ผงซักฟอกยี่ห้อดังๆ ก็ยังมีการใช้สาร เอบีเอส นี้อยู่ หรืออย่าง <span style="color: #990000;">ฟอสเฟต</span> ซึ่งเป็นสารที่ใช้ช่วยลด ความกระด้าง ของน้ำ ซึ่งก็มีการแนะนำ ให้ผู้ผลิต เลิกใช้ เพราะฟอสเฟต จะไปทำให้เกิดสาหร่าย ในแหล่งน้ำ ทำให้แหล่งน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง ขาดออกซิเจน และ เน่าเสีย ให้หันมาใช้สาร ลีโอไลท์แทน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ผลิตก็ยังไม่เลิกใช้ สารฟอสเฟต แต่จะใช้ผสมกับ สารลีโอไลท์ เป็นต้น</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-family: CordiaUPC;">ดังนั้นการใช้ผงซักฟอกในการซักผ้ามากเท่าไหร่ โอกาสที่แหล่งน้ำแม่น้ำลำคลอง และสิ่งแวดล้อม จะเน่าเสีย ก็มีมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้น อีกประเด็นหนึ่ง ที่เราควรจะรับรู้กันไว้ ก็คือ สารเคมี ที่เป็น ส่วนประกอบ ในการผลิต ผงซักฟอก ประเทศไทยของเรา ผลิตเองไม่ได้ เราต้องนำเข้า จากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ สเปน ออสเตรเลีย ยิ่งเราใช้มากเท่าไหร่ เงินตราของเรา ก็ไหลไปสู่ ประเทศเหล่านี้ มากขึ้นเท่านั้น</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-family: CordiaUPC;">ถ้ายังจำเป็นต้องใช้ผงซักฟอกในการซักผ้า ก็ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม ที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลาย ได้ง่าย (เช่น น้ำหมักชีวภาพ ที่สกัดจากผลไม้ต่างๆ และน้ำตาลแดง เพราะจุลินทรีย์ จะช่วยย่อย สลายเชื้อโรค ทำให้ผ้า สะอาด ได้เป็นอย่างดี) พยายามลดปริมาณการใช้ลง ใช้เท่าที่จำเป็น ถ้าเป็นไปได้ ก็ให้เลิกใช้ ผงซักฟอก ในการซักผ้า หันไปหาวิธีการทางเลือก ทางธรรมชาติอื่นๆ ในการซักผ้า ให้สะอาดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิง ผงซักฟอก</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-family: CordiaUPC;"><span style="color: #990000;">เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะซักผ้าให้สะอาดโดยไม่ใช้ผงซักฟอก?</span></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-family: CordiaUPC;">คำตอบคือ<span style="color: #990000;"> เป็นไปได้แน่นอน</span> มีวิธีการทางธรรมชาติมากมาย หลายวิธี ที่สามารถนำมาใช้ซักผ้า ให้สะอาดได้ ตั้งแต่การใช้น้ำเปล่า น้ำต้ม น้ำหมักชีวภาพ ใช้สบู่ ใช้น้ำส้มสายชู ผงฟู บอแรกซ์ ใช้ได้กับการซักด้วยมือ หรือ ซักด้วยเครื่อง ผ้าก็สะอาดได้ แถมยังประหยัด และไม่ต้องห่วง เรื่องผลกระทบ ต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-family: CordiaUPC;">ในการซักผ้า เราไม่จำเป็นต้องใช้สารใดๆ เพื่อทำให้ผ้าสะอาดทุกครั้ง เพราะบ่อยครั้ง ที่เสื้อผ้า ของเรา ไม่ได้สกปรก เลอะเทอะอะไรมากมาย เพียงแต่เหม็นกลิ่นเหงื่อ หรือ มีฝุ่นละออง นิดหน่อย เพียงการซัก ด้วยน้ำเปล่า หรือ น้ำต้ม ก็ทำให้สะอาดได้ ถ้าจะให้ขจัดกลิ่นเหงื่อ ได้ดีขึ้น ก็เติมน้ำหมัก ชีวภาพ หรือ น้ำส้มสายชู หรือผงฟู ก็เพียงพอ ถ้ามีสิ่งสกปรก มากหน่อย เราก็ใช้สบู่ก้อนซักผ้า แต่การใช้สบู่ก้อนซักผ้า ก็อาจทำให้เศษสบู่ หรือตะกอน หลงเหลืออยู่ ก็ให้เติมสาร ลดความกระด้างของน้ำ เช่น บอแรกซ์ ก็ซักผ้า ให้สะอาดได้ ไม่แพ้ผงซักฟอก แต่ถ้ามีรอยเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน มากกว่านั้น เช่นรอยเลือด น้ำหมึก ชา กาแฟ ฯลฯ ก็ควรมีวิธีการเฉพาะ ที่จะขจัดรอยเปื้อนนั้น ก่อนที่จะนำผ้าไปซัก ตามปกติ ซึ่งการขจัดคราบ สกปรกเหล่านี้ เราก็สามารถทำได้ไม่ยาก โดยการใช้เพียง กลีเซอรีน ผงฟู เกลือแกง น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว เป็นต้น รอยเปื้อนเหล่านั้น ก็จะจางหายไป อย่างไม่น่าเชื่อ</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-family: CordiaUPC;">ที่จริงแล้วผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด เขาคิดค้นขึ้นมา สำหรับใช้กับ ผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งเป็นเส้นใยสังเคราะห์ ที่เราใช้ถักทอ เป็นเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่ม ที่เราใช้กัน เป็นส่วนใหญ่ สำหรับเส้นใย จากธรรมชาติ เช่น ฝ้าย ลินิน ไหม หรือขนสัตว์นั้น ที่จริงไม่เหมาะ ที่จะใช้ ผงซักฟอก หรือ น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ สามารถซักให้สะอาดได้ง่าย ด้วยวิธีทาง ธรรมชาติ</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-family: CordiaUPC;">-ผ้าฝ้าย- ซักด้วยน้ำหมักชีวภาพ หรือซักด้วยสบู่ธรรมชาติ กับบอแรกซ์และผงฟู ถ้าเป็นผ้าขาว ให้ซักด้วย น้ำด่าง จากขี้เถ้า หรือซักด้วยน้ำร้อน ถ้าเป็นผ้าสี ให้ซักด้วยน้ำอุ่น เพื่อไม่ให้สีซีด และอาจใช้ น้ำส้มสายชู ๑ ช้อนโต๊ะ ต่อ การซักผ้า ๑ ถัง จะช่วยให้ผ้า คงสีสดใส การใช้บอแรกซ์ จะช่วยไม่ให้ผ้าขึ้นราด้วย</span></span></p>
<p><span style="color: #990000;">-ผ้าลินิน-</span> ถ้าเป็นผ้าบางควรซักด้วยมือ ซักด้วยน้ำหมักชีวภาพ หรือซักด้วยสบู่ธรรมชาติ กับบอแรกซ์ และผงฟู</p>
<p><span style="color: #990033;">-ผ้าไหม</span>- ซักผ้าไหมด้วยน้ำเย็นกับสบู่อ่อนๆ ไม่ต้องขยี้ แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ไม่ต้องบิด</p>
<p><span style="color: #990000;">-ผ้าขนสัตว์-</span> ซักด้วยมือด้วยน้ำเย็น หรือน้ำอุ่น กับสบู่อ่อนๆ หรือกับน้ำส้มสายชู ๒-๓ ช้อนโต๊ะด้วยวิธีง่ายๆ และ สารธรรมชาติ ที่มีอยู่ในบ้านเรือนเหล่านี้ ก็สามารถช่วยให้เราซักผ้า ให้สะอาดได้ โดยไม่ต้อง ใช้ผงซักฟอก</p>
<p><span style="color: #990033; font-family: CordiaUPC;"><span style="color: #990000; font-size: large;">สูตรน้ำยาซักฟอกแบบธรรมชาติ</span></span><span style="font-family: CordiaUPC;"><br />
<span style="color: #0000ff; font-size: large;">๑. สบู่ก้อนซักผ้า</span><br />
<span style="color: #990033;">ส่วนผสม</span><br />
๑. ผงสบู่ ๑ ถ้วย<br />
๒. น้ำ ๓/๔ ถ้วย<br />
๓. บอแรกซ์ ๑ ช้อนชา<br />
<span style="color: #990033;">วิธีทำ</span><br />
๑. ใส่น้ำในหม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง<br />
๒. ใส่ผงสบู่ใช้ไม่พายกวนเบาๆ จนผงสบู่ละลายหมด<br />
๓. ใส่บอแรกซ์ใช้ไม้พายกวนให้บอแรกซ์ละลายหมด กวนให้เข้ากัน แล้วปิดไฟทิ้งไว้ให้เย็น<br />
๔. เทลงแบบ ทิ้งไว้จนเนื้อสบู่จับตัวเป็นก้อนแข็งเอาออกจากแบบ แล้วจึงนำไปซักผ้า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #990033; font-family: CordiaUPC; font-size: large;">การทำผงสบู่และการทำสบู่เหลว</span><span style="font-family: CordiaUPC;"><br />
ในสูตรของน้ำยาซักผ้า ระบุถึงผงสบู่และสบู่เหลว ซึ่งเราสามารถ ทำขึ้นได้เองง่ายๆ โดยการใช้สบู่ก้อน มาขูดเป็นผง ก็จะได้ผงสบู่ ส่วนสบู่เหลวก็เพียง แต่เอาผงสบู่ มาต้มกับน้ำก็จะได้สบู่เหลว สบู่ก้อน ที่จะนำมาใช้ จะกวนเองก็ได้ หรือถ้าซื้อจากร้านค้า ให้เลือก สบู่ขาวที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสม ของสีและกลิ่น หรือมีน้อยที่สุด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #990033; font-family: CordiaUPC;"><span style="color: #990000; font-size: large;">ผงสบู่</span></span><span style="font-family: CordiaUPC;"><br />
<span style="color: #990066;">ส่วนผสม</span><br />
สบู่ก้อนบริสุทธิ์ที่อ่อนโยนไม่มีส่วนผสมของสีหรือกลิ่น<br />
วิธีทำ<br />
ใช้ที่ขูดผักผลไม้ ขูดก้อนสบู่ให้เป็นชิ้นสบู่ หรือผงสบู่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC;"><span style="color: #990000; font-size: large;">สบู่เหลว</span><br />
<span style="color: #990066;">ส่วนผสม</span><br />
๑. ผงสบู่ ๑/๔ ถ้วยตวง<br />
๒. น้ำ ๓/๔ ถ้วยตวง<br />
<span style="color: #990066;">วิธีทำ</span><br />
๑. เทน้ำ ๓/๔ ถ้วยตวงลงในหม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟจนน้ำเดือด<br />
๒. เทผงสบู่ ๑/๔ ถ้วยลงไปในน้ำเดือด ใช้ไม้พายคนเบาๆ จนผงสบู่ละลายหมด ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น เทสบู่เหลว ลงขวดที่มีฝาปิด เก็บไว้ได้นาน ๔_๖ เดือน ถ้าสบู่จับตัวเหนียวข้น เพราะน้ำระเหยออกไป ก็นำไปอุ่นแล้วเติมน้ำจนได้สบู่เหลว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Sanasoke/image/pattern01.gif" alt="" width="400" height="18" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff; font-family: CordiaUPC; font-size: large;">๒. สบู่เหลวซักผ้า</span><span style="font-family: CordiaUPC;"><span style="font-size: medium;"><br />
<span style="color: #990066;">ส่วนผสม</span><br />
๑. ผงสบู่ ๑ ถ้วย<br />
๒. น้ำ ๓ ถ้วย<br />
๓. บอแรกซ์ ๒ ช้อนโต๊ะ<br />
<span style="color: #990066;">วิธีทำ</span><br />
๑. ใส่น้ำในหม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง<br />
๒. ใส่ผงสบู่ ใช้ไม้พายคนเบาๆ ให้ผงสบู่ละลายจนหมด<br />
๓. ใส่บอแรกซ์ลงไป ใช้ไม้พายคนจนบอแรกซ์ละลายหมด และคนให้เข้ากันกับน้ำสบู่ ปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น<br />
๔. บรรจุขวดมีฝาปิด เก็บไว้ใช้ซักผ้า เก็บไว้ใช้นาน ๔-๖ เดือน</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Sanasoke/image/pattern01.gif" alt="" width="400" height="18" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff; font-family: CordiaUPC; font-size: large;">๓. ผงสบู่<br />
สำหรับซักผ้าด้วยเครื่อง</span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><br />
<span style="color: #990066;">ส่วนผสม</span><br />
๑. ผงสบู่ ๑/๒ ถ้วยตวง<br />
๒. ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ๑/๒ ถ้วย<br />
๓. โซดาซักผ้า(โซเดียมคาร์บอเนต) ๑/๔ ถ้วย<br />
๔. บอแรกซ์ (โซเดียมบอเรต) ๑/๔ ถ้วย<br />
<span style="color: #990066;">วิธีทำ</span><br />
๑. นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากัน แล้วใส่ภาชนะที่มีฝาปิด เก็บไว้ใช้ซักผ้า สามารถเก็บไว้ได้นาน ๔ เดือน ถึง ๑ ปี ขึ้นอยู่กับความแห้งของผงสบู่และส่วนผสม<br />
๒. เวลาใช้ ใช้ผงซักผ้า ๑/๒ ถ้วยต่อการซักผ้าเต็มถังใน ๑ ครั้ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Sanasoke/image/pattern01.gif" alt="" width="400" height="18" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<!-- AdSense Now! V1.98 -->
<!-- Post[count: 1] -->
<div class="adsense adsense-midtext" style="float:right;margin: 12px;"><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-2144844040954776";
/* 250x250, created 12/15/09 */
google_ad_slot = "7649212944";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//-->
</script>
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></div><p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff; font-family: CordiaUPC; font-size: large;">๔. ผงสบู่<br />
ซักผ้าในน้ำกระด้าง</span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><br />
<span style="color: #990066;">ส่วนผสม</span><br />
๑. ผงสบู่ ๑/๒ ถ้วย<br />
๒ ผงฟู (โซเดียมไปคาร์บอเนต) ๑/๒ ถ้วย<br />
๓. โซดาซักผ้า (โซเดียมคาร์บอเนต) ๑/๒ ถ้วย<br />
๔. บอแรกซ์ (โซเดียมบอเรต) ๑/๒ ถ้วย<br />
<span style="color: #990000;">วิธีทำ</span><br />
๑. นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากัน แล้วใส่ภาชนะที่มีฝาปิด เก็บไว้ใช้ซักผ้า สามารถเก็บได้นาน ๔ เดือน ถึง ๑ ปี ขึ้นอยู่กับความแห้งของผงสบู่และส่วนผสม<br />
๒. เวลาใช้ ใช้ผงซักผ้า ๑/๒ ถ้วย ต่อการซักผ้าเต็มถังใน ๑ ครั้ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Sanasoke/image/pattern01.gif" alt="" width="400" height="18" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff; font-family: CordiaUPC; font-size: large;">๕. น้ำยา<br />
ขจัดคราบสกปรกก่อนซัก</span><span style="font-family: CordiaUPC;"><span style="font-size: medium;"><br />
<span style="color: #990066;">ส่วนผสม</span><br />
๑. สบู่เหลว ๑/๔ ถ้วย<br />
๒. น้ำส้มสายชูกลั่น ๑ ถ้วย<br />
๓. ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ๑/๒ ถ้วย<br />
๔. แอมโมเนีย ๑/๔ ถ้วย<br />
๕. น้ำอุ่น ๒ ลิตร<br />
<span style="color: #990066;">วิธีทำ</span><br />
๑. เทน้ำใส่หม้อสเตนเลส ตั้งไฟอ่อนๆ จนน้ำอุ่น<br />
๒. เทผงฟูลงไปในน้ำอุ่นใช้ไม้พายกวนจนผงฟูละลายหมด แล้วจึงเทสบู่เหลว น้ำส้มสายชู และ แอมโมเนีย ลงไปกวนให้เข้ากัน<br />
๓. ทิ้งไว้ให้เย็น บรรจุลงขวดที่มีฝาปิด เก็บไว้ได้นาน ๙ เดือน<br />
๔. เวลาใช้แบ่งใส่ขวดที่มีฝาเป็นหัวฉีดแบบกด ฉีดน้ำยาลงบนรอยเปื้อนคราบสกปรกบนผ้า ก่อนที่จะนำผ้า เข้าเครื่องซักผ้า ตามปกติ</span></span></p>
<p><span style="color: #990000; font-family: CordiaUPC; font-size: large;">๖. น้ำยาขจัดคราบสกปรกก่อนซัก สำหรับผ้าอ่อนบาง</span><span style="color: #000000; font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><br />
<span style="color: #0066cc;">ส่วนผสม</span><br />
๑. สบู่เหลว ๑/๒ ถ้วย<br />
๒. แอมโมเนีย ๑/๒ ช้อนโต๊ะ<br />
๓. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ๔ ช้อนโต๊ะ<br />
<span style="color: #0066cc;">วิธีทำ</span><br />
๑. ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วบรรจุขวดแก้วที่มีฝาปิด เก็บไว้ได้นาน ๒-๓ เดือน<br />
ในที่เย็นและแห้ง<br />
๒. เวลาจะใช้ให้ใช้กับผ้าบางๆ โดยแบ่งใส่ขวดที่มีหัวฉีดแล้วฉีดลงบนรอยเปื้อนบนผ้า ทิ้งไว้ ๑๐-๒๐ นาที ล้างด้วยน้ำเปล่า แล้วจึงนำไปซัก<br />
๓. ควรตรวจสอบดูว่าผ้าที่นำมาใช้นั้น สีตกหรือไม่ โดยทดลองตรงบริเวณเล็กๆ บริเวณ<br />
ที่ไม่เป็นที่สังเกต ถ้าสีตกก็ไม่ควรใช้น้ำยานี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000; font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><br />
<span style="color: #990000; font-size: large;">๗. น้ำรำข้าวซักผ้าบาง</span><br />
<span style="color: #0066cc;">ส่วนผสม</span><br />
๑. รำข้าว ๒ ถ้วย<br />
๒. น้ำต้ม ๑.๕ ลิตร<br />
<span style="color: #0066cc;">วิธีทำ</span><br />
๑. ใส่รำข้าวลงบนผ้าขาวบาง ห่อแล้วมัดห่อผ้าเหมือนลูกประคบ<br />
๒. เทน้ำใส่ในหม้อสเตนเลส ตั้งบนไฟจนน้ำเดือด ใส่ห่อรำข้าวลงในน้ำเดือด หรี่ไฟ ปิดฝา ต้มไปเรื่อยๆ นาน ๓๐ นาที<br />
๓. หลังจากนั้น ยกลงจากไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น เอาห่อรำข้าวออก นำน้ำรำข้าวมากรองด้วยผ้าขาวบางอีกที แล้วจึงบรรจุลงขวดที่มีฝาปิด<br />
๔. น้ำรำข้าวนี้ใช้ซักผ้าบางที่ต้องการทะนุ<br />
ถนอมเป็นพิเศษ เช่น กระโปรงบางๆ ผ้าขนสัตว์ น้ำรำข้าวจะช่วยทำให้ผ้าสะอาดและยังทำให้ผ้าคงรูปทรงอยู่โดยไม่จำเป็นต้องลงแป้งเลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000; font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><br />
<span style="color: #990000; font-size: large;">๘. น้ำยาปรับผ้านุ่ม สำหรับผ้านุ่มพิเศษ </span><br />
<span style="color: #0066cc;">ส่วนผสม</span><br />
๑. เจลาตินผง ๑ ช้อนโต๊ะ<br />
๒. น้ำต้ม ๑ ๑/๒ ถ้วย<br />
<span style="color: #0066cc;">วิธีทำ</span><br />
๑. เทน้ำใส่หม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟต้มจนน้ำเดือด<br />
๒. เทเจลาตินลงไปในน้ำเดือด ใช้ช้อนหรือไม้พายคนจนละลายหมด<br />
๓. เอาลงจากไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น บรรจุขวดที่มีฝาปิด เวลาใช้ให้ใช้ผสมในน้ำสุดท้ายของการซักผ้า จะช่วยปรับให้ผ้านุ่มขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000; font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><br />
<span style="color: #990000; font-size: large;">๙. ผงปรับผ้านุ่มและกำจัดกลิ่น ใช้กับเครื่องปั่นผ้าแห้ง </span><br />
<span style="color: #990000;">ส่วนผสม</span><br />
๑. ผงฟู ๑/๒ ถ้วย<br />
๒. แป้งท้าวยายม่อม ๑ ช้อนโต๊ะ<br />
๓. แป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวโพด ๑ ช้อนโต๊ะ<br />
๔. น้ำมันหอมระเหย(ตามชอบ) ๑-๓ หยด<br />
<span style="color: #990000;">วิธีทำ</span><br />
๑. ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิด<br />
๒. เวลาจะใช้ตักส่วนผสม ๑ ช้อนโต๊ะ ใส่ในถุงผ้าเล็กๆ แล้วใช้เชือกมัดปากถุงผ้าให้แน่นๆ<br />
๓. ใส่ถุงผงปรับผ้านุ่มนี้ลงรวมกับผ้าที่ซักแล้วตอนที่จะปั่นแห้ง ถุงผงปรับผ้านุ่มนี้จะช่วยผ้าให้นุ่มและช่วยกำจัดกลิ่น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000; font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><br />
<span style="color: #990000; font-size: large;">๑๐. ผงปรับผ้านุ่มและกำจัดกลิ่น</span><br />
<span style="color: #0066cc;">ส่วนผสม</span><br />
๑. ผงฟู ๑/๒ ถ้วย<br />
<span style="color: #0066cc;">วิธีใช้</span><br />
๑. ใส่ผงฟู ๑/๒ ถ้วย ลงไปในน้ำสุดท้ายของการซักผ้า ผงฟูจะช่วยปรับผ้าให้นุ่ม จะช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นที่ติดผ้าได้ดี เช่น กลิ่นปัสสาวะ กลิ่นสัตว์เลี้ยง กลิ่นน้ำมันเครื่อง เป็นต้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #990000; font-size: large;">๑๑. น้ำยาฟอกขาว</span><br />
<span style="color: #0066cc;">ส่วนผสม</span><br />
๑. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ๑ ถ้วย<br />
๒. น้ำมะนาว ๓ ช้อนโต๊ะ<br />
๓. น้ำ ๓ ๑/๒ ลิตร<br />
<span style="color: #0066cc;">วิธีทำ</span><br />
๑. เทน้ำใส่หม้อสเตนเลส เทไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และน้ำมะนาวลงไปกวนให้ส่วนผสมเข้ากัน ใส่ขวดแก้วที่มีฝาปิด เก็บไว้ในที่มืดจะเก็บได้นาน ๓-๖ เดือน<br />
๒. เวลาจะใช้ใช้เหมือนน้ำยาฟอกขาวทั่วๆ ไป แต่เป็นน้ำยาฟอกขาวที่ไม่รุนแรงและปลอดภัย อีกทั้งขจัดสีหม่นหมองของเสื้อผ้าให้ขาวขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000; font-family: CordiaUPC; font-size: medium;"><br />
<span style="color: #990000; font-size: large;">๑๒. การลงแป้งแบบธรรมชาติ</span><br />
<span style="color: #0066cc;">ส่วนผสม</span><br />
๑. แป้งข้าวโพด ๓ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ<br />
๒. น้ำอุ่น ๔ ถ้วย<br />
<span style="color: #0066cc;">วิธีทำ</span><br />
๑. เทน้ำใส่หม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ พอน้ำอุ่นให้เทแป้งข้าวโพดลงไปละลายจนหมด<br />
๒. ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วบรรจุขวดพลาสติกที่มีหัวฉีด เก็บไว้ได้นาน ๖ เดือน เวลาจะใช้ให้ให้เขย่าขวดก่อน ฉีดไปบนผ้าที่ต้องการลงแป้ง</span></p>
<p><span style="color: #990033; font-size: large;"><span style="color: #0000ff; font-family: CordiaUPC; font-size: x-large;">วิธีธรรมชาติ ขจัดคราบสกปรก</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๑. รอยเลือด </span><br />
๑.ล้างออกโดยเร็วด้วยน้ำเย็น อย่าใช้น้ำอุ่น<br />
๒.แล้วใช้ผงฟูผสมกับน้ำจนเป็นครีม ป้ายไปบนรอยเสื้อ ทิ้งไว้จนครีมแห้ง<br />
๓.แล้วใช้แปรง แปรงออกให้หมด รอยเลือดจะหลุดออกหรือจางหายไป</span></p>
<p><span style="color: #990033; font-size: large;">๒. หมึก </span><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><br />
ใช้มะนาวผ่าซีกถูตรงรอยหมึก แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น</span></p>
<p><span style="color: #990033; font-family: 'Cordia New'; font-size: large;">๓. ลิปสติก </span><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><br />
ใช้กลีเซอรีน ๑ ช้อนชา ผสมกับน้ำมันผิวมะนาว ๑ หยด<br />
ถูตรงรอยเปื้อนแล้วล้างออก ด้วยน้ำร้อน</span></p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๔. ยาทาเล็บ/สี </span><br />
-สำหรับผ้าหนาให้ใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูเช็ดรอยเปื้อน<br />
-สำหรับผ้าบางให้ใช้กลีเซอรีน ๓ ช้อนชาผสมกับน้ำส้มสายชู ๓ ช้อนชา<br />
และน้ำร้อน ๓ ช้อนโต๊ะ</span></p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๕. สนิม </span><br />
จุ่มผ้าตรงที่มีรอยเปื้อนสนิมในน้ำร้อน ถูด้วยส่วนผสมของนมเปรี้ยว ๑ ช้อนชา<br />
น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ผงฟู ๑/๒ ช้อนชา แล้วล้างออกด้วยน้ำทันที</span></p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๖. ช็อกโกแลต</span><br />
๑.ใช้บอแรกซ์ ๑ ช้อนโต๊ะ ผสมกับผงฟู ๑ ช้อนโต๊ะ กับน้ำเย็น ๑/๒ ถ้วยผสมกัน จนเป็นครีม<br />
๒.ใช้ส่วนผสมถูรอยเปื้อนเบาๆ แล้วทิ้งไว้ ๑๐ นาที หรือนานกว่านั้น<br />
๓.ล้างออกด้วยน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง<br />
๗. กาแฟ ๑.ใช้กลีเซอรีนผสมกับน้ำเย็น<br />
๒.ใช้ฟองน้ำชุบส่วนผสม แล้วถูบริเวณรอยเปื้อน</span></p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๘. ชา</span><br />
ใช้บอแรกซ์ ๑ ช้อนชา ผสมกับกลีเซอรีน ๑ ช้อนชา และน้ำอุ่น ๑/๒ ถ้วย<br />
ซักตรงบริเวณรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซักตามปกติ</span></p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๙. น้ำผลไม้</span> วิธีการเหมือนกับรอยเปื้อนช็อกโกแลต</span></p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๑๐. ไข่</span><br />
๑.ใช้กลีเซอรีน ๑/๔ ถ้วย ผสมกับผงฟู ๓ ช้อนโต๊ะ<br />
และ น้ำเย็น ๑/๒ ถ้วย ผสมให้เข้ากันแล้วใส่ขวดที่มีหัวฉีด<br />
๒.ฉีดส่วนผสมลงบนรอยเปื้อน ถูเบาๆ แล้วจึงล้างออก</span></p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๑๑. หมากฝรั่ง</span><br />
ใช้น้ำแข็งถูจนหมากฝรั่งแข็ง แล้วตัดออก</span></p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๑๒. ไวน์แดง/เหล้า</span><br />
(ที่มีสี) ใช้บอแรกซ์ ๑ ช้อนโต๊ะ ผสมกับผงฟู ๑ ช้อนโต๊ะ<br />
และน้ำเย็น ๑/๔ ถ้วยผสมกันจนเป็นครีม ใช้ถูบริเวณรอยเปื้อน<br />
ทิ้งไว้ ๑๐ นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำเย็น</span></p>
<p><span style="color: #990033; font-family: 'Cordia New'; font-size: large;">๑๓. ไวน์ขาวเหล้าขาว</span><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><br />
ใช้น้ำส้มสายชู ๑ ส่วน ผสมกับน้ำ ๕ ส่วน<br />
ถูตรงรอยเปื้อนแล้วล้างออกด้วยน้ำธรรมดา</span></p>
<p><span style="color: #990033; font-family: 'Cordia New'; font-size: large;">๑๔. หญ้า</span><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><br />
๑.ใช้แอลกอฮอล์ (robbing alcohol) ๑/๔ ถ้วย<br />
ผสมกับน้ำอุ่น ๑/๔ ถ้วย และกลีเซอรีน ๑/๘ ถ้วย ผสมให้เข้ากัน<br />
๒.ใช้ผ้าเปื้อนแช่ลงในส่วนผสม แล้วล้างออกด้วยน้ำสบู่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๑๕. โคลน</span><br />
ปกติรอยโคลนจะซักออกง่าย แต่ถ้าติดแน่นในเนื้อผ้าให้ใช้บอแรกซ์ ๒ ช้อนโต๊ะ<br />
ผสมกับผงฟู ๒ ช้อนโต๊ะ และน้ำร้อน ๑ ถ้วย ซักรอยโคลนออก แล้วนำไปซักตามปกติ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #990033; font-family: 'Cordia New'; font-size: large;">๑๖. ดินน้ำมัน</span><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><br />
ใช้น้ำแข็งถูจนดินน้ำมันแข็ง แล้วขูดออก<br />
ถ้ายังไม่หมด ให้ใช้กลีเซอรีน ๑ ช้อนชา ผสมกับน้ำมันผิวมะนาว ๑ หยด<br />
ถูซ้ำตรงรอยเปื้อน แล้วล้างออกด้วยน้ำร้อน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><span style="color: #990033; font-size: large;">๑๗. น้ำมันดิน</span><br />
ขั้นแรกพยายามถูออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วจึงใช้เนย ๑ ช้อนโต๊ะ<br />
ผสมกับน้ำมันผิวส้ม หรือน้ำมันผิวมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ<br />
ถูบริเวณรอยเปื้อนแล้วซักออกในน้ำอุ่น</span></p>
<p><span style="color: #990033; font-family: 'Cordia New'; font-size: large;">๑๘. เหงื่อ</span><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><br />
ใช้น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ผสมกับน้ำส้มสายชู ๑ ช้อนชาและน้ำอุ่น ๑ ถ้วย<br />
ใส่ขวดที่มีหัวฉีด ใชฉีดผ้าตรงรอยเหงื่อ ทิ้งไว้ ๕ นาที แล้วนำไปซักตามปกติ</span></p>
<p><span style="color: #990033; font-family: 'Cordia New'; font-size: large;">๑๙. ปัสสาวะ</span><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><br />
ใช้ผงฟู ๑ ช้อนชา ผสมกับน้ำมันหอมระเหยวนิลา ๑ หยด<br />
และน้ำอุ่น ๒-๓ ช้อนโต๊ะ ผสมกันจนเป็นครีม<br />
แล้วถูตรงบริเวณรอยเปื้อน ทิ้งไว้ ๑๕ นาที แล้วนำไปซักตามปกติ</span></p>
<p><span style="color: #990033; font-family: 'Cordia New'; font-size: large;">๒๐. เชื้อรา</span><span style="font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;"><br />
- ถ้าเพิ่งเกิดราใหม่ๆ ให้ใช้น้ำร้อนผสมกับสบู่ และผงฟู ซักเอารอยเชื้อราออก<br />
- ถ้าเป็นรอยเชื้อราเก่า จะค่อนข้างออกยาก ให้ใช้คลอลีน ๑/๔ ถ้วย ผสมกับ น้ำเย็น ๑ ถ้วย แล้วแช่ผ้าตรงที่มีรอยเปื้อนนาน ๑๐ นาที<br />
หลังจากนั้น นำไปแช่ในน้ำเย็น ๑ ถ้วย ที่ผสมกับน้ำส้มสายชู ๑/๔ ถ้วย หลังจากนั้นนำไปซักตามปกติ<br />
( * ควรใช้คลอรีนด้วยความระมัดระวัง )</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #666666; font-family: 'Cordia New'; font-size: medium;">เอกสารอ้างอิง<br />
<span style="font-size: x-small;">Nontoxic,Natural &amp; Barthwise.,Debra Lynn Dadd,A Jernny P. Tarcher/Putnam Book, New York 1990 The complete book of Natural Housekeoping, Casey Keller, Sterking Publisuling Co.,Inc New York 2000</span><br />
วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ ๖ ปีที่ ๑ เม.ย.-พ.ค. ๒๕๓๘ มูลนิธิผู้บริโภค<br />
(ข้อมูลจากวารสาร เกษตรกรรมธรรมชาติ)</span></p>
<p>คัดลอกและรวบรวม จาก</p>
<p><a href="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k154/038.html">http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k154/038.html</a></p>
<p><a href="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k155/076.html">http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k155/076.html</a></p>
<p><a href="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k156/056.html">http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k156/056.html</a></p>
<p><a href="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k157/062.html">http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k157/062.html</a></p>
<p><a href="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k158/058.htm">http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k158/058.htm</a></p>
<p><a href="http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/index.html">http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/index.html</a></p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/homemade-washing-detergent/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/homemade-washing-detergent/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนก๊อกน้ำห้องครัว</title>
		<link>http://www.naimiang.com/new-kitchen-faucet/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/new-kitchen-faucet/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Dec 2009 03:01:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[ฉลาดซื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตในอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊อกน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ซ่อม]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเอง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องมือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=793</guid>
		<description><![CDATA[ผมหาซื้อก๊อกน้ำสำหรับห้องครัวอันใหม่ให้ได้ตามเสปค คือใช้ Ceramic Value ซึ่งจัดว่าทนที่สุดในบรรดา value ของก๊อกน้ำ และตัวโครงสร้างด้านในเป็นทองเหลือง brass ทั้งหมด <a href="http://www.naimiang.com/new-kitchen-faucet/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมพึ่งเปลี่ยนก๊อกน้ำห้องครัวไป หลังจากอันเก่าที่อยู่มาสิบปีรั่วและมีคราวหินปูนกิน<br />
ตอนแรกก็ว่าจะซ่อมแต่ด้วยความที่มันดูโทรมและเชยมากเลยลงทุนเปลี่ยนใหม่เลยดีกว่า</p>
<p><a href="http://www.tkqlhce.com/click-3061531-10709191?cm_mmc=CJ-_-2419243-_-3061531-_-eFaucets%20Animated%20300x250"><br />
<img src="http://www.lduhtrp.net/image-3061531-10709191" border="0" alt="eFaucets is the online faucet leader" width="300" height="250" align="alignright" /></a></p>
<div id="attachment_794" class="wp-caption alignnone" style="width: 235px"><img class="size-medium wp-image-794" title="old faucet" src="http://www.naimiang.com/wp-content/uploads/P1010981-225x300.jpg" alt="ก๊อกน้ำเก่ารั่วแล้วก็มีคราบหินปูน" width="225" height="300" /><p class="wp-caption-text">ก๊อกน้ำเก่ารั่วแล้วก็มีคราบหินปูน</p></div>
<p>ราคาก๊อกน้ำสวย ๆ นี่แพงกว่าที่คิดตอนแรกคิดว่า $60-70 ก็โอแล้ว แต่พอไปเลือกดูปรากฎว่าแบบเบสิค ๆ ก็ $80 แบบสวย ๆ ก็เฉียด ๆ $200 ตอนแรกเลยว่าจะเอาแบบเบสิคคล้าย ๆ ของเดิมแต่โค้งสูงขึ้นไปหน่อย จะได้หลบหม้อใบใหญ่ ๆ ได้ เตชะบุญตอนจะซื้อ Home Depot มี kitchen faucet ลดราคาพอดี เป็นยี่ห้อประหลาด (Rivo) เพราะเป็นยี่ห้อที่ร้านซื้อมาจากที่อื่นมาแปะยี่ห้อเอง แต่ด้วยราคาที่ไม่แพง (ประมาณ $60 จากราคาเต็มสองร้อยกว่า) ผมก็เลยยอมเสี่ยงเพราะคิดดูแล้วอีกหลายปีถ้าหาซื้ออะไหล่ไม่ได้ก็ยังคุ้มที่จะเปลี่ยนทั้งอันอีกครั้ง (การใช้ของมียี่ห้อนั้นดีกว่าตรงที่มักจะมีประกันให้แบบ limited lifetime warranty คือตราบที่ยังเป็นเจ้าของคนเดิมอยู่ แค่โทรไปบอกว่าเรามีกีอกน้ำรุ่นนั้นรุ่นนี้ มีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็จะส่งอะไหล่มาให้ฟรี) แถมรุ่นนี้ยังตรงสเปคที่หาทุกอย่างคือใช้ Ceramic Value ซึ่งจัดว่าทนที่สุดในบรรดา value ของก๊อกน้ำ และตัวโครงสร้างด้านในเป็นทองเหลือง brass ทั้งหมด ซึ่งจัดว่าหรูมาก ปรกติกว่าจะได้สเปคประมาณนี้ต้อง $80 ขึ้นไปจึงจะได้รุ่นเบสิค แต่ตัวนี้ได้รุ่นแบบถอดหัวมาพ่นเป็นสเปรย์ได้อีก (Pull-out)</p>
<p>ตอนถอดก๊อกน้ำอันเก่านี่แทบจะทอดใจเขาบอกว่างานช่างประปานี่ไม่หมู แต่เห็นใคร ๆ ก็บอกว่าเปลี่ยนก๊อกน้ำไม่ใช่งานยาก ใช่ครับ ตอนใส่นะมันไม่ยากหรอกแต่ตอนถอดเนี่ย &#8230;<img class="alignnone size-medium wp-image-796" title="P1010978" src="http://www.naimiang.com/wp-content/uploads/P1010978-300x225.jpg" alt="P1010978" width="300" height="225" /> คือผมเจอก๊อกรุ่นเก่าด้วยซึ่งมีน๊อต (nut) ขนาดใหญ่อยู่ระหว่างอ่างสองอ่าง ทำให้แทบจะไม่มีมุมที่จะเข้าไปไขเลย ผมวิ่งวุ่นทั่วเมืองไปยึมประแจเลื่อนจากเพื่อน ซึ่งแต่ละตัวแลดูเถื่อนใหญ่โตน่ากลัวทั้งนั้น แบบว่าถ้าเดินถือข้างถนนนี่จะดูไม่น่าไว้ใจ นึกว่าจะไปตีกับใครทำนองนั้น<img class="alignnone size-medium wp-image-800" title="tool&amp;sink" src="http://www.naimiang.com/wp-content/uploads/P1010985-225x300.jpg" alt="tool&amp;sink" width="225" height="300" /><br />
ผมนอนแหงนใต้อ่างพร้อมกับเครื่องมือเป็นกองกับไฟฉายอยู่เป็นครึ่งวันว่าจะงัดเอาน๊อตตัวนี้ออกมาได้ (หลังจากฉีดน้ำยาหล่อลื่นเข้าไปไว้ข้ามคืน) นึกในใจว่าคิดผิดหรือเปล่าที่จะทำเอง แต่ก็รู้ว่าถ้าแค่เอาน้อตตัวนี้ออกได้ที่เหลือก็ไม่เกินความสามารถเราแล้ว ต้องขอบคุณเพื่อที่ให้ยืมเครื่องมือที่บอกว่าให้ลองไขดูแม้จะเอียง ๆ หน่อย เอาให้มันเลื่อนได้นิดหน่อยที่เหลือก็ไขง่ายแล้ว (จ้างคนมาติดตั้งนี่เริ่มต้นที่ $99 นะครับ)<br />
พอไขน้อตออกแล้วถอดสายทั้วหลายแล้ว ผมก็ยังต้องรวบรวมแรงอีกไม่น้อยกว่าจะดึงก๊อกให้หลุดออกมาได้เพราะว่าสนิมกินเขรอะไปหมด พอดึงหลุดออกมาหมดก็ต้องขัดสนิม</p>
<div id="attachment_799" class="wp-caption alignnone" style="width: 235px"><img class="size-medium wp-image-799" title="rust faucet" src="http://www.naimiang.com/wp-content/uploads/P1010984-225x300.jpg" alt="สนิม" width="225" height="300" /><p class="wp-caption-text">สนิม</p></div>
<!-- AdSense Now! V1.98 -->
<!-- Post[count: 2] -->
<div class="adsense adsense-midtext" style="float:right;margin: 12px;"><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-2144844040954776";
/* 250x250, created 12/15/09 */
google_ad_slot = "7649212944";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//-->
</script>
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></div><p>อยู่อีกพักใหญ่อ่างจึงจะพร้อมสำหรับก๊อกตัวใหม่ (อย่าลืมใส่แว่นเวลาทำงานใต้อ่างเพราะเศษฝุ่นเศษสนิมจะหล่นใส่ตาตอนที่นอนแหงนได้)<br />
ก๊อกตัวใหม่นี้เป็นรุ่นโละก็เลยยังออกแบบสไตล์โบราณและยังมีน้อตตัวใหญ่เหมือนเดิม ผมติดตั้งไปแล้วก็คิดว่าตอนถอดรอบหน้าจะไปยัีงไงวุ้ย แต่โชคดีที่มันยังมีวงแหวนที่เป็นยางและพลาสติกด้วย ซึ่งคงจะช่วยให้ไม่เป็นสนิมได้พักใหญ่ ๆ หลังจากต่อสายครบแล้ว ทดลองใช้ผมกลับประทับใจกับมันมาก เพราะว่ามันดูใหญ่สวยงามคงทนทีเดียว คันโยกก็ลื่นกว่ากันเก่า น้ำก็ไหลคล่องกว่า เห็นผลงานแล้วค่อยรู้สึกคุ้มค่าเหนื่อย</p>
<div id="attachment_798" class="wp-caption alignnone" style="width: 235px"><img class="size-medium wp-image-798" title="P1010989" src="http://www.naimiang.com/wp-content/uploads/P1010989-225x300.jpg" alt="ก๊อกน้ำอันใหม่" width="225" height="300" /><p class="wp-caption-text">ก๊อกน้ำอันใหม่</p></div>
<p>เพราะว่าติดตั้งก๊อกใหม่แบบไม่ใช้ฝาครอบ จึงมีรูบนอ่างเหลืออีกรูหนึ่ง ตอนนี้ใส่เจ้าสเปรย์ตัวเก่าไปก่อน ต่อไปคงจะหาที่ใส่น้ำยาล้างจานหรือสบู่เหลวมาใส่</p>
<p>หลังจากที่ดูก๊อกน้ำอยู่หลายวันจึงรู้ว่าเทรนตอนนี้คนชอบก๊อกน้ำแบบโค้งสุง แล้วดึงหัวลงมา (Pull-down) คล้ายกับที่ใช้กันตามห้องครัวร้านอาหาร ก็ถ้าไม่เจอก๊อกน้ำลดราคาผมก็แนะนำ <a title="ก๊อกน้ำโมเดิิร์น" href="http://www.americanstandard-us.com/products/productDetail.aspx?id=3033">American Standard Fairbury</a> ก็แล้วกัน เห็นขายอยู่ที่ Home Depot ประมาณ $120 ซึ่งจัดว่าุ้คุ้มค่า ติดแล้วห้องครัวคุณจะดูเดิ้ลไปอีกหลายปี</p>
<p>ทุกวันนี้ผมต้องคอยบอกตัวเองให้เช็ดก๊อกน้ำหลังจากล้างจานเสร็จ และถ้ารั่วให้รีบซ่อมทันที จะได้ไม่เป็นคราบเป็นสนิมเหมือนอันเก่าอีกต่อไป สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก จากเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมจนเป็นปัญหาใหญ่ได้ไม่รู้ตัว</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/new-kitchen-faucet/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/new-kitchen-faucet/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความสุขของการพึ่งตนเอง</title>
		<link>http://www.naimiang.com/peace-of-independencies/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/peace-of-independencies/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Sep 2008 05:53:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[ฉลาดซื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลาดใช้]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตในอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัด]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=215</guid>
		<description><![CDATA[ตั้งแต่มาอยู่แดนไกล เจอค่าแรงแพง ๆ ช่างซ่อมที่ไม่มีฝีมือ ทำงานเร่ง ๆ ให้เสร็จไม่มีความละเอียด ไปหลายครั้ง ก็ต้องหันมาพึ่งตนเอง ก็คือซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ เปิดหนังสือ ใส่ถุงมือ หาชุดเก่า ๆ มาใส่แล้วก็ลงมือซ่อมเอง เปลี่ยนเอง จากแค่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนหัวเทียน เปลี่ยนใ้ส้กรองต่าง ๆ ในรถยนต์ จนมาถึงวันนี้แม้แต่เครื่องซักผ้า หรือตู้เย็น ก็เปิดเวบไซค์ หาซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนเองได้ แม้ว่าจะไม่ชอบงานเปื้อนตัวเหล่านี้ แต่พอเจอทางเลือกซื่งมีแต่ที่แย่กว่าแล้วก็อดกลับมาทำเองไม่ได้จนได้ ทำไปจนจากที่กลัวว่าซ่อมแล้วมันจะเสียมากกว่าเดิม ทำอย่างระวังมาก ๆ มาเป็นมั่นใจว่าถ้ามันกล้าเสียเราก็กล้าซ่อม ไม่กลัวมันแล้ว พอมีความมั่นใจแบบนี้ ก็รู้สึกตัวว่าของใช้ที่เราซื้อมาจะอยู่กับเราไปอีกนาน ดีใจที่ไม่ต้องซื้อของใหม่เรื่อย ๆ และถ้าจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถยนต์คันใหม่แล้วละก็ ผมก็จะเลือกว่ามันมีระบบไม่ยุ่งยาก เปิดออกมาเปลี่ยนและซ่อมเองได้ง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษโดยไม่จำเป็น อยากจะได้รถยนต์คันถัดไปเป็นรถไฟฟ้าที่ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เหมือนกลับว่าทำให้เราคิดถึงการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นจนจบมากขึ้น ไม่ใช่คิดแค่ว่าจะใช้แค่ห้าปีสิบปี แต่จะใช้ไปจนกระทั่งตายคามือ เสียมากจนซ่อมไม่คุ้มเลยทีเดียว คิดแล้วก็เห็นภาพอีกสิบยี่สิบปี คนหนุ่มสาวมาเยี่ยมบ้านผมคงจะงงว่าทำไมมีแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ๆ และก็คงแปลกใจว่ายังใช้งานอยู่ได้เสียอีก ไม่ใช่ว่าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้วหรือนี่ ผมคงยิ้มน้อย ๆ ด้วยความภูมิใจ <a href="http://www.naimiang.com/peace-of-independencies/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่มาอยู่แดนไกล เจอค่าแรงแพง ๆ ช่างซ่อมที่ไม่มีฝีมือ ทำงานเร่ง ๆ ให้เสร็จไม่มีความละเอียด ไปหลายครั้ง ก็ต้องหันมาพึ่งตนเอง ก็คือซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ เปิดหนังสือ ใส่ถุงมือ หาชุดเก่า ๆ มาใส่แล้วก็ลงมือซ่อมเอง เปลี่ยนเอง จากแค่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนหัวเทียน เปลี่ยนใ้ส้กรองต่าง ๆ ในรถยนต์ จนมาถึงวันนี้แม้แต่เครื่องซักผ้า หรือตู้เย็น ก็เปิดเวบไซค์ หาซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนเองได้ แม้ว่าจะไม่ชอบงานเปื้อนตัวเหล่านี้ แต่พอเจอทางเลือกซื่งมีแต่ที่แย่กว่าแล้วก็อดกลับมาทำเองไม่ได้จนได้ ทำไปจนจากที่กลัวว่าซ่อมแล้วมันจะเสียมากกว่าเดิม ทำอย่างระวังมาก ๆ มาเป็นมั่นใจว่า<strong>ถ้ามันกล้าเสียเราก็กล้าซ่อม</strong> ไม่กลัวมันแล้ว พอมีความมั่นใจแบบนี้ ก็รู้สึกตัวว่า<strong>ของใช้ที่เราซื้อมาจะอยู่กับเราไปอีกนาน ดีใจที่ไม่ต้องซื้อของใหม่เรื่อย ๆ </strong>และถ้าจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถยนต์คันใหม่แล้วละก็ ผมก็จะเลือกว่ามันมีระบบไม่ยุ่งยาก เปิดออกมาเปลี่ยนและซ่อมเองได้ง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษโดยไม่จำเป็น อยากจะได้รถยนต์คันถัดไปเป็นรถไฟฟ้าที่ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เหมือนกลับว่าทำให้เราคิดถึงการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นจนจบมากขึ้น ไม่ใช่คิดแค่ว่าจะใช้แค่ห้าปีสิบปี แต่จะใช้ไปจนกระทั่งตายคามือ เสียมากจนซ่อมไม่คุ้มเลยทีเดียว คิดแล้วก็เห็นภาพอีกสิบยี่สิบปี คนหนุ่มสาวมาเยี่ยมบ้านผมคงจะงงว่าทำไมมีแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ๆ และก็คงแปลกใจว่ายังใช้งานอยู่ได้เสียอีก ไม่ใช่ว่าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้วหรือนี่ ผมคงยิ้มน้อย ๆ ด้วยความภูมิใจ</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/peace-of-independencies/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/peace-of-independencies/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

