<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นายเมี่ยงขอบอก &#187; ธรรมชาติบำบัด</title>
	<atom:link href="http://www.naimiang.com/tag/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%94/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.naimiang.com</link>
	<description>เท่าทันโลกทุนนิยม เพิ่มพูนภูมิปัญญาไทย</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Feb 2012 15:31:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
	<div id='fb-root'></div>
					<script>
						window.fbAsyncInit = function()
						{
							FB.init({appId: null, status: true, cookie: true, xfbml: true});
						};
						(function()
						{
							var e = document.createElement('script'); e.async = true;
							e.src = document.location.protocol + '//connect.facebook.net/en_US/all.js';
							document.getElementById('fb-root').appendChild(e);
						}());
					</script>	
						<item>
		<title>รักษาหวัดด้วยยาแบบธรรมชาติ</title>
		<link>http://www.naimiang.com/cold-natural-remed/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/cold-natural-remed/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Sep 2010 17:51:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันยูคาลิปตัส]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟ้าทะลายโจร]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามินซี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=964</guid>
		<description><![CDATA[-ฟ้าทะลายโจร รอบนี้ผมใช้แบบแคบซูล มื้อละสี่เม็ด พอดีขึ้นแล้วค่อยลดลงมาเป็นสาม และสองในที่สุด กินประมาณยี่สิบเม็ดในสองสามวัน
-วิตามินซี 1000 mg รอบนี้ผมใช้แบบอัดเม็ดของแบ็คมอ แต่ผมว่ายี่ห้อไหนก็ใช้ได้ พยายามเลือกอันที่สกัดจากธรรมชาติแล้วกัน
-น้ำมันยูคาลิปตัส อันนี้เป็นของแถมจะไม่ใช้ก็ได้ ใช้แล้วทำให้หายใจคล่อยขึ้น น้ำมันยูคาลิปตัสเป็นสารฆ่าเชื้อโรคแบบธรรมชาติ เอามาใช้ใส่แผลก็ได้ <a href="http://www.naimiang.com/cold-natural-remed/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รอบล่าสุดผมเป็นหวัดนาน มาหายหลังไปเยี่ยมร้านขายยาของญาตินี่เอง ผมไม่ได้ซื้อยาสมัยใหม่มากิน สูตรนี้ใช้ยาแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีชื่อยาก ๆ</p>
<ol>
<li><strong>ฟ้าทะลายโจร </strong>รอบนี้ผมใช้แบบแคบซูล มื้อละสี่เม็ด พอดีขึ้นแล้วค่อยลดลงมาเป็นสาม และสองในที่สุด กินประมาณยี่สิบเม็ดในสองสามวัน ถ้าบ้านใครมีใบสด ๆ จะกินแบบนั้นก็ได้ (ถ้าคุณแน่พอ) อันนี้ต้องดูธาตุเจ้าเรือนด้วยว่าเหมาะกับฟ้าทะลายโจรไหมถ้ากินแล้วไม่รู้สึกดีก็เลิกกินนะครับ</li>
<li><strong>วิตามินซี 1000 mg</strong> รอบนี้ผมใช้แบบอัดเม็ดของแบ็คมอ แต่ผมว่ายี่ห้อไหนก็ใช้ได้ พยายามเลือกอันที่สกัดจากธรรมชาติแล้วกัน (ผมอมจนมันละลายในปากหมดนะ เพื่อให้ความเปรี้ยวของวิตามินซีย้ำยั้งเชื้อโรคในปากและลำคอ เป็นเทคนิคส่วนตัว คุณไม่ต้องทำก็ได้) ถ้าจะเอาแบบธรรมชาติมาก ๆ จะกินสัปปะรด น้ำมะนาว หรือส้มก็ได้ ถ้าจะกินน้ำส้มให้บอกคนขายว่าไม่ใส่น้ำตาล ไม่แช่เย็น และคั้นสด ๆ</li>
<li><strong>น้ำมันยูคาลิปตัส</strong> อันนี้เป็นของแถมจะไม่ใช้ก็ได้ ใช้ดมทำให้หายใจคล่อยขึ้น น้ำมันยูคาลิปตัสเป็นสารฆ่าเชื้อโรคแบบธรรมชาติ เอามาใช้ใส่แผลก็ได้ รอบนี้ผมทาตามหน้าอกเพื่อให้น้ำมันระเหยขึ้นมาให้หายใจคล่องขึ้น ผมว่ามันหอมนะ แต่บางคนก็ว่าเหม็น</li>
</ol>
<!-- AdSense Now! V1.98 -->
<!-- Post[count: 1] -->
<div class="adsense adsense-midtext" style="float:right;margin: 12px;"><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-2144844040954776";
/* 250x250, created 12/15/09 */
google_ad_slot = "7649212944";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//-->
</script>
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></div><p>ที่เหลือก็การปฎิบัติตัวแบบธรรมดา</p>
<ul>
<li><strong>ไม่กินของเย็น</strong> งดละน้ำแข็ง ไอติม และของออกจากตู้เย็นใหม่ ๆ ทั้งหลาย</li>
<li><strong>นอนให้เพียงพอ และอบอุ่น</strong> หาผ้าห่มที่เพียงพอมาใช้ แล้วยอมให้ไข้ขึ้นซะ เพราะไข้ขึ้นแล้วเชื้อโรคจะลดลง หายไข้แล้วจะรู้สึกดีขึ้น</li>
<li>ดึ่มน้ำให้เพียงพอ ตอนไข้ขึ้นจะเหงื่อออกมาก เป็นหวัดแล้วจะหิวน้ำ คงเพราะเสียน้ำทางน้ำมูกเยอะ ให้ดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น</li>
<li>หลังจากเหงื่อออก แห้งแล้วให้อาบน้ำ (ไม่เห็นต้องบอกก็ได้)</li>
<li><strong>เลี่ยงห้องแอร์เย็นจัด</strong> เช่นรถทัวร์ รถไฟฟ้า ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ให้พกเสื้อแขนยาว และถุงเท้าไปใส่ ผมเห็นพวกคนต่างชาติทำกันเยอะพอขึ้นรถไฟฟ้าบ้านเราก็ใส่เสื้อแขนยาวกัน ช่วงเป็นหวัดนี่ให้ยอมร้อนเพราะใส่เสื้อเกินนิด ๆ ดีกว่า</li>
<li>จะดีมากถ้างดน้ำตาล ของหวาน และของทอด น้ำตาลทำให้ไข้ขึ้นไม่ได้ ของทอดทำให้เจ็บคอมากขึ้น</li>
<li>กลั้วคอ/ล้างคอ ล้างจมูก ด้วยน้ำมะนาวผสมเกลือ หรือกินน้ำขิง</li>
</ul>
<p>เท่านี้และครับ ถ้านึกอะไรออกเพิ่มเติมแล้วจะมาแก้ไขเป็นระยะ ๆ นะครับ</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/cold-natural-remed/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/cold-natural-remed/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ล้างตา จมูก ปากยามเช้า</title>
		<link>http://www.naimiang.com/eye-nose-and-mouse-cleaning/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/eye-nose-and-mouse-cleaning/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Dec 2009 15:28:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมูก]]></category>
		<category><![CDATA[เจ็บคอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=820</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้ทำตั้งนานวันนี้เริ่มเจ็บคอเลยรีบทำ 
 
ล้างตา: ทำไม่ยากอะไรก็เอาน้ำสะอาดเทใส่มือแล้วก็พยายามลืมตาในน้ำให้ได้สักพักนึง (สูตรของจริงใช้ที่ใส่น้ำล้างตาโดยเฉพาะแล้วให้กระพริบตาให้ได้ห้าสิบครั้ง) 
 
ล้างจมูก: จากนั้นก็เอาน้ำเกลืออุ่น ๆ บีบมะนาวลงไปให้ได้รสตามชอบใจ ใส่ใน neti pot แล้ว<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Nasal_irrigation">ล้างจมูก</a>คล้ายรูปที่เห็นในลิงค์ ถ้าไม่มีอุปกรณ์ก็ใช้จมูกดูดน้ำแล้วก็สั่งออกมาก็ได้ (สูตรแท้ ๆ ให้สั่งแบบวิชาปราณ์ของโยคะ คือใ้ห้หายใจออกถี่ ๆ คล้ายที่สูบลม โดยขะแม่วท้องช่วย ไม่ใช้มือบีบจมูก) 
 
ล้างคอ : ใช้น้ำมะนาวผสมน้ำเกลือมากลั้วคอ ถ้ารู้สึกมีเสลด หรือคราบในปากก็ใช้มือเข้าไปถู ๆ ตามเพดานปากและฟันด้วยก็ได้ เสร็จแล้วก็แปรงฟันได้เลยน้ำมะนาวมีฤิทธิ์เป็นกรดล้างคราบหินปูนไปในตัว กลั้วสักสองสามครั้งตามชอบใจ 
 
เสร็จแล้วจะรู้สึกโล่งจมูก ขี้มูกออกมาหมดตาใส ฟันสะอาดขึ้นมาเชียว ลองทำดู ถ้าไม่อยากผสมน้ำมะนาวจะใช้น้ำเปล่าหมดเลยก็ได้ แต่จะไม่รู้สึกว่าฟันสะอาดเท่ากับใช้น้ำมะนาวผสมเกลือ <a href="http://www.naimiang.com/eye-nose-and-mouse-cleaning/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้ทำตั้งนานวันนี้เริ่มเจ็บคอเลยรีบทำ </p>
<p>ล้างตา: ทำไม่ยากอะไรก็เอาน้ำสะอาดเทใส่มือแล้วก็พยายามลืมตาในน้ำให้ได้สักพักนึง (สูตรของจริงใช้ที่ใส่น้ำล้างตาโดยเฉพาะแล้วให้กระพริบตาให้ได้ห้าสิบครั้ง) </p>
<!-- AdSense Now! V1.98 -->
<!-- Post[count: 3] -->
<div class="adsense adsense-midtext" style="float:right;margin: 12px;"><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-2144844040954776";
/* 250x250, created 12/15/09 */
google_ad_slot = "7649212944";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//-->
</script>
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></div><p>ล้างจมูก: จากนั้นก็เอาน้ำเกลืออุ่น ๆ บีบมะนาวลงไปให้ได้รสตามชอบใจ  ใส่ใน neti pot แล้ว<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Nasal_irrigation">ล้างจมูก</a>คล้ายรูปที่เห็นในลิงค์ ถ้าไม่มีอุปกรณ์ก็ใช้จมูกดูดน้ำแล้วก็สั่งออกมาก็ได้ (สูตรแท้ ๆ ให้สั่งแบบวิชาปราณ์ของโยคะ คือใ้ห้หายใจออกถี่ ๆ คล้ายที่สูบลม โดยขะแม่วท้องช่วย ไม่ใช้มือบีบจมูก)</p>
<p>ล้างคอ : ใช้น้ำมะนาวผสมน้ำเกลือมากลั้วคอ ถ้ารู้สึกมีเสลด หรือคราบในปากก็ใช้มือเข้าไปถู ๆ ตามเพดานปากและฟันด้วยก็ได้ เสร็จแล้วก็แปรงฟันได้เลยน้ำมะนาวมีฤิทธิ์เป็นกรดล้างคราบหินปูนไปในตัว กลั้วสักสองสามครั้งตามชอบใจ </p>
<p>เสร็จแล้วจะรู้สึกโล่งจมูก ขี้มูกออกมาหมดตาใส ฟันสะอาดขึ้นมาเชียว ลองทำดู ถ้าไม่อยากผสมน้ำมะนาวจะใช้น้ำเปล่าหมดเลยก็ได้ แต่จะไม่รู้สึกว่าฟันสะอาดเท่ากับใช้น้ำมะนาวผสมเกลือ</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/eye-nose-and-mouse-cleaning/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/eye-nose-and-mouse-cleaning/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รักษาโรคความดันด้วยวิธีธรรมชาติ</title>
		<link>http://www.naimiang.com/reduce-high-blood-pressure/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/reduce-high-blood-pressure/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Oct 2009 13:57:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[ขนม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวต้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ผักใบเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สารกันบูด]]></category>
		<category><![CDATA[อาบน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เกลือ]]></category>
		<category><![CDATA[แอลกอฮอล์]]></category>
		<category><![CDATA[โซเดียม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=697</guid>
		<description><![CDATA[แนะนำ้ให้กินข้าวต้มจืด กับผักใบเขียว เช่นคะน้า ผักบุ้ง นึ่งหรือลวก จะลดความดันลงได้เร็ว อ่านเทคนิคอื่น ๆ ในเรื่องเต็มครับ <a href="http://www.naimiang.com/reduce-high-blood-pressure/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สาเหตุของโรคความดันนั้นเราก็พอจะรู้ ๆ กันอยู่ว่าเกิดจากการกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสแนวเค็ม ๆ หรือจะพูดแบบวิทยาศาสตร์ก็คือมีโซเดียมในร่างกายมากไป แต่ผมพบว่ามันไม่ใช่แค่เกลือที่เป็นสาเหตุให้ร่างกายเจอโซเดียมในปริมาณที่สูงขนาดนี้ มันยังแฝงมาในรูปแบบอื่น ๆ อีก เช่น <strong>ผงชูรส สารกันบูด ผงฟู</strong> อาหารที่ผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงคือ</p>
<ul>
<li><strong>แฮม เบคอน ปลาเค็ม เนื้อแดดเดียว </strong>ฯลฯ รวมถึงอาหารดองเค็มทุกชนิด เช่น<strong>ปูดอง ปลาร้า ผักดอง </strong>ถ้าอยากจะกินบ้างบางครั้งให้ทำเองจากเกลือทะเล ไม่ใช่เกลือผสมไอโดดีน ไม่ซื้อกิน แล้วทำให้รสอ่อนลงมาหน่อย ไม่เค็มจัด</li>
<li><strong>เบเกอรี่ และขนมปัง </strong>ทั้งหลายที่ทำให้ฟูด้วยผงฟูไม่ใช่การมักจากยีส พวกนี้เราคงอดไม่ได้แต่ก็เลือกที่จะกินเฉพาะที่อดไม่ได้ก็พอ แต่ไม่ต้องไปหาซื้อมากินเอง หรืออ้างว่าซื้อมาให้คนในบ้านกิน (เพราะจะอดกินเองไม่ได้อยู่ดี)</li>
<li><strong>ขนมกรุบกรอบ ไอติมสีสวย และขนมแทบทุกชนิดจากโรงงาน รวมถึงมาม่า </strong>หรือบะหมี่สำเร็จรูปทั้งหลาย อาหารที่แต่งกลิ่นและรส จากโรงงาน อาหารที่ต้องแต่งสีแต่งกลิ่นมายั่วเรานั้นแสดงถึงความเป็นอาหารคุณภาพต่ำตั้งแต่ต้น จึงต้องเดิมกลิ่นสีและรสชาติ ควรงดเด็ดขาด เพราะแต่งกันมารสจัดจ้านมาก</li>
<li><strong>ร้านก๋วยเตี๋ยว หรือส้มตำรถเข็น </strong>แม่ค้ามักจจะใส่ผงชูรส เดินผ่านไปได้เลย</li>
<li><strong>อาหาร และ ซอสปรุงรสต่าง ๆ ที่มีสารกันบูด </strong>พยายามหาซื้ออันที่ไม่มีสารกัดบูดมาใช้ มันหายากหน่อยแต่ควรจะพยายาม เพราะลำพังซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำมันก็เค็มอยู่แล้ว เจอสารกันบูดเข้าไปอีก เลยได้โซเดียมแถมยิ่งแย่เข้าไปใหญ่</li>
<li><strong>เหล้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่าง ๆ </strong>ฟังดูไม่น่าจะเกี่ยวกันเพราะไม่เห็นเค็ม ไม่น่าจะมีโซเดียมอยู่เลย แต่ร่างกายต้องใช้น้ำจำนวนมากในการขับแอลกอฮอล์ออกจากเลือด แทนที่จะใช้น้ำจำนวนเดียวกันนี้ในการขับโซเดียมออกจากร่างกาย คนเป็นโรคความดันมักจะมีนิสัยไม่ค่อยดื่มน้ำอยู่แล้ว จึงไม่มีน้ำพอเพียงที่จะขับโซเดียมออกจากร่างกาย</li>
</ul>
<p>ทีนี้มาถึงวิธีลดความดันด้วยวิธีธรรมชาติบ้าง มีเทคนิคดังนี้ครัีบ</p>
<ul>
<li><strong>ลดการกินอาหารรสจัดและโซเดียมสูง</strong>ที่แจกแจงไว้ข้างบน เพราะถ้าไม่ลดการนำเข้าสูง เอาออกยังไงก็ไม่ทัน</li>
<li><strong>ให้อาบน้ำนาน ๆ ถูขี้ไขให้สะอาด </strong>ทางที่ดีให้แช่น้ำอุ่นด้วย ฟังแล้วแปลก ๆ คืออย่างนี้ครับร่างกายเราเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเกลือส่วนเกินออกจากร่างกาย การขับเกลือออกทางเหงื่อก็เป็นวิธีหนึ่ง พอขับออกมาแล้วก็อยู่บนผิวเรานั้นแหละทีนี้ถ้าเราไม่ทำความสะอาดเหงื่อพวกนั้นออกไปเขาก็ไม่มีพื้นที่ที่จะขับอันใหม่ออกมา เราจึงควรอาบน้ำทุกครั้งหลังจากออกเหงื่อ หรือตากแดดตากลมมา</li>
<li><strong>ให้ออกกำลังกายพอให้เหงื่อออก </strong>หรือถ้าเดินตากแดดแล้วเหงื่อออกก็นับได้เหมือนกัน อันนี้เหมือนกับข้างบนคือให้ร่างกายขับเกลือออกมาทางเหงื่อด้วยช่วยกัน</li>
<li><strong>ให้ขากเสลดและถุยน้ำลาย </strong>โดยเฉพาะตอนเช้าตรู่  ร่างกายเราบางครั้งก็ขับเกลือด้วยวิธีชั้นสูง โดยเอามาใส่ในน้ำมูกน้ำลายให้เค็ม เพื่อว่าเราจะได้ขับออกไปได้เลยด้วยการบ้วนทิ้ง ไม่ต้องไปเป็นภาระของไตแต่อย่างเดียว</li>
<li><strong>ดื่มน้ำให้พอเพียง ตื่นเช้ามานี่ดื่มสักสี่แก้ว หรือลิตรนึง </strong>อย่างที่บอกว่าคนเป็นโรคความดันมักดื่มน้ำไม่ค่อยพอกับที่เสียไป ผมแนะนำอย่างแรงว่าจะให้ดีที่สุดควรเป็นน้ำฝน หรือน้ำจากภูเขา เพราะว่าดูดซึมเข้าร่างกายได้ง่าย น้ำประปานี่มันตาย ๆ กินเข้าไปแล้วอืด ๆ บวม ๆ ดูดซึมวิ่งในระบบได้ไม่ดี</li>
<li><strong>เลือกกินอาหารรสฝาดเพิ่มขึ้น </strong>เช่นผักใบเขียวเข้ม อย่างคะน้า หรือกล้วยที่ไม่สุกดี อาหารรสฝาดมันเป็นด่างครับตัดกับเกลือดี มันจะช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย ทำให้เราไม่อยากเค็ม และช่วยเกาะกับเกลือส่วนเกินในเส้นใยของมันขับออกทางลำไส้ใหญ่ได้ด้วย มีประโยชน์อนันต์ ลดภาระของไตลงไปอีก</li>
<li><strong>กินข้าวต้ม ที่เป็นข้าวซ้อมมือ หุงใช้ไฟอ่อน กินตอนหายร้อนแล้วแต่ยังพออุ่น </strong>ๆ ฟังดูแปลก ๆ อีกแล้ว คืออย่างนี้ครับ คนเป็นความดันนี้เหมือนกับธาตุไฟมันแรง ไม่ควรกินอะไรที่ผ่านความร้อนมาก ๆ เช่นผัดหรืออบ ควรกินอะไรเย็นลงมาหน่อย แต่หลาย ๆ ท่านคงไม่ถนัดอาหารดิบ ก็แนะนำให้กินอะไรที่ลวกหรือนึ่ง แทนการกินข้าวต้มก็เหมือนกันมันเป็นข้าวที่ไม่เคยโดนความร้อนสูงเลยเพราะมีน้ำมาช่วยรับความร้อนอยู่ตลอด จึงกินดีเหมาะกับผู้ป่วยโรคความดัน กินแล้วมันเย็นลงมาหน่อยนะครับ กินกับผักใบเขียวลวกนี่จะยิ่งดีมาก กินติดกันสักสัปดาห์ลองวัดความดันดูใหม่ แล้วจะยิ้มออก</li>
</ul>
<p>ขอให้รักษาตัวคลาดแคล้วจากอาหารเค็มเย้ายวนใจรอบ ๆ ตัวทั้งหลายนะครับ สวัสดี</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/reduce-high-blood-pressure/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/reduce-high-blood-pressure/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมล็ดทานตะวัน อาหารเสริมสำหรับคนใช้คอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://www.naimiang.com/sunflower-seed-for-computer-user/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/sunflower-seed-for-computer-user/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2009 18:16:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[สายตา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=665</guid>
		<description><![CDATA[เมล็ดทานตะวันมีน้ำมันมาก และมีวิตามินเอ ช่วยดวงตา คนที่ใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมงต่อวันมักจะรู้สึกแสบตา ตาแห้ง ให้ทานเมล็ดทานตะวันดิบ โดยล้างน้ำสะอาดก่อนรับประทาน หรือจะแช่น้ำไว้สักพักให้นิ่มทานง่ายขึ้นก็ได้ น้ำมัน วิตามิน และโปรตีนจากเมล็ดทานตะวันจะช่วยให้สายตาของคุณดีขึ้น ควรทานอย่างน้อยวันละหนึ่งกำมือ แล้วนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในตอนกลางคืน ระหว่างวันถ้ามีโอกาสให้พักสายตา แล้วลืมตาหรือแช่หน้าในน้ำดื่มเพื่อให้ดวงตาให้ผ่อนคลายบ้าง 
เมล็ดทานตะวันได้พลังจากแสงอาทิตย์ เราสามารถรับพลังจากแสงอาทิตย์สู่ดวงตาได้โดยตรงเช่นกัน โดยการมองดวงอาทิตย์ในยามเช้าตรู่พระอาทิตย์พึ่งขึ้น และตอนเย็นเวลาพระอาทิตย์ใกล้ตก มองสักวันละครึ่งชั่วโมงเช้าเย็นก็จะช่วยสายตาได้มากจ้า <a href="http://www.naimiang.com/sunflower-seed-for-computer-user/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมล็ดทานตะวันมีน้ำมันมาก และมีวิตามินเอ ช่วยดวงตา คนที่ใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมงต่อวันมักจะรู้สึกแสบตา ตาแห้ง ให้ทานเมล็ดทานตะวันดิบ โดยล้างน้ำสะอาดก่อนรับประทาน หรือจะแช่น้ำไว้สักพักให้นิ่มทานง่ายขึ้นก็ได้ น้ำมัน วิตามิน และโปรตีนจากเมล็ดทานตะวันจะช่วยให้สายตาของคุณดีขึ้น ควรทานอย่างน้อยวันละหนึ่งกำมือ แล้วนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในตอนกลางคืน ระหว่างวันถ้ามีโอกาสให้พักสายตา แล้วลืมตาหรือแช่หน้าในน้ำดื่มเพื่อให้ดวงตาให้ผ่อนคลายบ้าง<br />
เมล็ดทานตะวันได้พลังจากแสงอาทิตย์ เราสามารถรับพลังจากแสงอาทิตย์สู่ดวงตาได้โดยตรงเช่นกัน โดยการมองดวงอาทิตย์ในยามเช้าตรู่พระอาทิตย์พึ่งขึ้น และตอนเย็นเวลาพระอาทิตย์ใกล้ตก มองสักวันละครึ่งชั่วโมงเช้าเย็นก็จะช่วยสายตาได้มากจ้า</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/sunflower-seed-for-computer-user/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/sunflower-seed-for-computer-user/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คนอ้วนเพราะขาดสารอาหาร</title>
		<link>http://www.naimiang.com/overweighted-because-lack-of-nutritions/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/overweighted-because-lack-of-nutritions/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Aug 2009 04:03:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[ฉลาดซื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กิน]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[ผลผลิตทางการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[สารอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สุนทรียภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อ้วน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=607</guid>
		<description><![CDATA[กินอาหารที่เป็นธรรมดาที่สุดแล้วจะไม่อ้วน เพราะมันไม่รู้สึกโหย รู้สึกอยาก รู้สึกขาด รู้สึกพิเศษ จนต้องกินเยอะ ๆ แต่เพราะรุ้สึกว่ามันธรรมดา ก็เลยกินแค่พออิ่ม แค่พอดี ให้หายหิวเท่านั้น เทห์ไหม แหมแต่การกินเราก็สามารถบอกได้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ เหมือนกับหนังกำลังภายในเลย <a href="http://www.naimiang.com/overweighted-because-lack-of-nutritions/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">คนอ้วน อ้วนเพราะกินสารอาหารไม่พอ</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">เมื่อร่างกายขาดสารอาหารก็เลยรู้สึกหิว จึงกินเพิ่มเรื่อย ๆ จนได้พลังงานจากอาหารจนล้นเกิน สะสมเป็นไขมัน</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">ต้องแยกให้ออกว่าสารอาหาร และ พลังงานจากอาหาร นั้นไม่เหมือนกัน สารอาหารคือส่วนที่มีคุณค่าสำคัญของอาหารที่จะต่ออายุเรา เช่น เอมไซน์ วิตามินและเกลือแร่ พลังงานจากอาหารนั้นได้มาจากแป้ง โปรตีน และไขมัน</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">แป้งและน้ำตาลทรายขาวนั้นแทบจะไม่มีสารอาหาร ยิ่งกินเข้าไปก็ยิ่งอยากกินอีก เพราะร่างกายไม่รู้สึกพอ แต่ยิ่งกินก็ยิ่งขาด เพราะสารอาหารนั้นไม่เหลือและขาดสมดุลอย่างแรง เพียงเพื่อความสวยงามที่จะได้กินแป้งสีขาว และน้ำตาลสีขาวเท่านั้น อาหารที่เริ่มต้นจากธรรมชาติถูกบิดเบือนไปจนผิดเพี้ยนจากธรรมชาติ</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">อาหารที่ดีเมื่อกินแล้วเราจะรู้สึกเต็ม อิ่ม พอ ไม่รู้สึกโหย หรือขาด ๆ หรืออะไรไม่ครบ ควรจะรู้สึกเต็มแบบนั้นไม่ต่ำ ๓-๔ ชั่วโมง อาหารที่ดีมาก ๆ จะทำให้คนกินรู้สึกมีความสุข และเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกนั้นสักพักหนึ่ง อาจจะมีความรู้สึกถึงดินและสภาพแวดล้อมที่เติบโตของอาหาร ที่ภาษาฝรั่งเศลเรียกว่า Terroir ด้วยตอนที่กิน</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">อาหารชั้นดีแบบนี้ยังมีอยู่ โดยเฉพาะจากเกษตรกรสมัครเล่น ที่ปลูกกินเองในสวน แต่มีมากจนกินไม่หมดแล้วนำมาขาย ผลผลิตเหล่านี้มักจะไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงเพราะว่าปลูกกินเอง ไม่ได้มีไร่สวนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องรักษาผลผลิต ถ้าเป็นผลไม้ก็อาจจะมาจากต้นเก่าแก่ที่แข็งแรงจนไม่ต้องพึ่งสารเคมีใด ๆ ผักผลไม้เหล่านี้อาจจะไม่มีตราเกษตรอินทรีย์รับรอง แต่ก็คุณภาพทัดเทียมกัน ไม่แพง และเผลอเราอาจจะได้ซื้อโดยตรงจากคนปลูกด้วย เราสามารถสอบถามที่มาที่ไปของผลผลิตว่าเติบโตในสิ่งแวดล้อมอย่างไรได้โดยตรง</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">ดีที่สุดก็คงไม่พ้นปลูกกินเอง อันนี้เรารู้แน่ ๆ ว่าโตมายังไง โดนแมลงอะไรบ้าง ดินเป็นแบบไหน แดดหรือฝนมากน้อยแค่ไหน ต้นสมบรูณ์เพียงใด ได้รับความเอาใจใส่แค่ไหน มันเหมือนลูกหลานของเราเลย รู้ตื้นลึกหนาบางกันหมด มีความผูกผันทางจิตวิญญาณด้วยซ้ำไป กินแล้วจะมีความอิ่มในใจ ร่วมกับอิ่มท้อง รู้สึกเต็ม แต่เฉย ๆ ธรรมดา ๆ นั่นและเป็นธรรมชาติที่สุด</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">กินอาหารที่เป็นธรรมดาที่สุดแบบนี้แล้วจะไม่อ้วน เพราะมันไม่รู้สึกโหย รู้สึกอยาก รู้สึกขาด รู้สึกพิเศษ จนต้องกินเยอะ ๆ แต่เพราะรุ้สึกว่ามันธรรมดา ก็เลยกินแค่พออิ่ม แค่พอดี ให้หายหิวเท่านั้น เทห์ไหม แหมแต่การกินเราก็สามารถบอกได้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ เหมือนกับหนังกำลังภายในเลย</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">ลองดูนะครับสูตรง่าย ๆ กินแต่ของธรรมดา ไม่กินของที่ชอบเป็นพิเศษที่ยั่วยวนสวยงามเลิศหรู กินกับข้าวบ้าน กินอาหารที่ปลูกในบ้าน หรือจากคนรู้จัก แค่นี้เองก็ไม่อ้วนแล้ว</div>
<p>คนอ้วน อ้วนเพราะกินสารอาหารไม่พอ</p>
<p>เมื่อร่างกายขาดสารอาหารก็เลยรู้สึกหิว จึงกินเพิ่มเรื่อย ๆ จนได้พลังงานจากอาหารจนล้นเกิน สะสมเป็นไขมัน</p>
<p>ต้องแยกให้ออกว่าสารอาหาร และ พลังงานจากอาหาร นั้นไม่เหมือนกัน สารอาหารคือส่วนที่มีคุณค่าสำคัญของอาหารที่จะต่ออายุเรา เช่น เอมไซน์ วิตามินและเกลือแร่ พลังงานจากอาหารนั้นได้มาจากแป้ง โปรตีน และไขมัน</p>
<p>แป้งและน้ำตาลทรายขาวนั้นแทบจะไม่มีสารอาหาร ยิ่งกินเข้าไปก็ยิ่งอยากกินอีก เพราะร่างกายไม่รู้สึกพอ แต่ยิ่งกินก็ยิ่งขาด เพราะสารอาหารนั้นไม่เหลือและขาดสมดุลอย่างแรง เพียงเพื่อความสวยงามที่จะได้กินแป้งสีขาว และน้ำตาลสีขาวเท่านั้น อาหารที่เริ่มต้นจากธรรมชาติถูกบิดเบือนไปจนผิดเพี้ยนจากธรรมชาติ</p>
<p>อาหารที่ดีเมื่อกินแล้วเราจะรู้สึกเต็ม อิ่ม พอ ไม่รู้สึกโหย หรือขาด ๆ หรืออะไรไม่ครบ ควรจะรู้สึกเต็มแบบนั้นไม่ต่ำ ๓-๔ ชั่วโมง อาหารที่ดีมาก ๆ จะทำให้คนกินรู้สึกมีความสุข และเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกนั้นสักพักหนึ่ง อาจจะมีความรู้สึกถึงดินและสภาพแวดล้อมที่เติบโตของอาหาร ที่ภาษาฝรั่งเศลเรียกว่า Terroir ด้วยตอนที่กิน</p>
<p>อาหารชั้นดีแบบนี้ยังมีอยู่ โดยเฉพาะจากเกษตรกรสมัครเล่น ที่ปลูกกินเองในสวน แต่มีมากจนกินไม่หมดแล้วนำมาขาย ผลผลิตเหล่านี้มักจะไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงเพราะว่าปลูกกินเอง ไม่ได้มีไร่สวนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องรักษาผลผลิต ถ้าเป็นผลไม้ก็อาจจะมาจากต้นเก่าแก่ที่แข็งแรงจนไม่ต้องพึ่งสารเคมีใด ๆ ผักผลไม้เหล่านี้อาจจะไม่มีตราเกษตรอินทรีย์รับรอง แต่ก็คุณภาพทัดเทียมกัน ไม่แพง และเผลอ ๆ เราอาจจะได้ซื้อโดยตรงจากคนปลูกด้วย เราสามารถสอบถามที่มาที่ไปของผลผลิตว่าเติบโตในสิ่งแวดล้อมอย่างไรได้โดยตรง</p>
<p>ดีที่สุดก็คงไม่พ้นปลูกกินเอง อันนี้เรารู้แน่ ๆ ว่าโตมายังไง โดนแมลงอะไรบ้าง ดินเป็นแบบไหน แดดหรือฝนมากน้อยแค่ไหน ต้นสมบรูณ์เพียงใด ได้รับความเอาใจใส่แค่ไหน มันเหมือนลูกหลานของเราเลย รู้ตื้นลึกหนาบางกันหมด มีความผูกผันทางจิตวิญญาณด้วยซ้ำไป กินแล้วจะมีความอิ่มในใจ ร่วมกับอิ่มท้อง รู้สึกเต็ม แต่เฉย ๆ ธรรมดา ๆ นั่นและเป็นธรรมชาติที่สุด</p>
<p>กินอาหารที่เป็นธรรมดาที่สุดแบบนี้แล้วจะไม่อ้วน เพราะมันไม่รู้สึกโหย รู้สึกอยาก รู้สึกขาด รู้สึกพิเศษ จนต้องกินเยอะ ๆ แต่เพราะรุ้สึกว่ามันธรรมดา ก็เลยกินแค่พออิ่ม แค่พอดี ให้หายหิวเท่านั้น เทห์ไหม แหมแต่การกินเราก็สามารถบอกได้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ เหมือนกับหนังกำลังภายในเลย</p>
<p>ลองดูนะครับสูตรง่าย ๆ กินแต่ของธรรมดา ไม่กินของที่ชอบเป็นพิเศษที่ยั่วยวนสวยงามเลิศหรู กินกับข้าวบ้าน กินอาหารที่ปลูกในบ้าน หรือจากคนรู้จัก แค่นี้เองก็ไม่อ้วนแล้ว</p>
<p>Why are you fat?</p>
<p>You fat because you eating a lot. Why you eat a lot? Because you are hungry. Why are you hungry? Because you body told you so. Why your body tell you are hungry even when you already eat a lot? because even when you eat a lot you did not eat the right thing. What is the right thing to eat? The nutrition riches food is the key! I&#8217;m talking about nutrition, not calories and it is not vitamin. It is life force energy.</p>
<p>Nutrition rich food come from a sincere soil. Soils that has not been adulterated by chemical. Soil that tender by mother nature or the love of human being. The produce is plain in the nature stage, reflecting what ever god has intend the food to be. touch by sunshine, shower with rain springing in the fresh air, stand up with weather, tender by human.</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/overweighted-because-lack-of-nutritions/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/overweighted-because-lack-of-nutritions/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กินแก้พิษอลูมิเนียมด้วยโปรตีน</title>
		<link>http://www.naimiang.com/detox-aluminum/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/detox-aluminum/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Aug 2009 04:19:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[ขับพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[อลูมิเนียม]]></category>
		<category><![CDATA[โปรตีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=569</guid>
		<description><![CDATA[เวลาไปกินกับข้าวนอกบ้านบางครั้งก็หลีกเลี่ยงสารอลูมิเนียมที่ปนมากับอาหารไม่ได้ เจอแล้วก็จะปากฝื่น ๆ ไม่ต้องตกใจไป กินผักชีซักกำพอจะช่วยขับออกไปได้ <a href="http://www.naimiang.com/detox-aluminum/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาไปกินกับข้าวนอกบ้าน บางครั้งเราก็เจอกับข้าวที่ทำมาในภาชนะอูลมีเนียมซึ่งเป็นพิษกับร่างกาย กินข้าวไปซักชั่วโมงหรือตื่นเช้าวันถัดมาจะรู้สึกปากฝื่น ๆ คล้ายรสโลหะ สันนิฐานได้เลยว่าเจอโลหะหนักบางอย่างเข้าไปแล้ว โดยเฉพาะถ้าไปกินกับข้าวที่มีรสเปรี้ยว เช่นแกงส้ม ในหม้ออลูิมิเนียมเนี่ย เจอเข้าไปเต็ม ๆ<br />
ทรมานครับเพราะขับออกทางไตได้น้อยมาก กินน้ำเข้าไปมากจนปัสสาวะออกมาใสแจ๋วแล้วก็ยัง รู้สึกกระหายน้ำอยู่ มันขับออกไปหมดเสียที<br />
จนมารู้เอาภายหลังว่าอลูมิเนียมเนี่ยเขาเกาะตัวได้ดีกับสารโปรตีน แล้วจึงขับออกมาทางลำใส้ใหญ่ได้ เนื่องจากกระผมหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์แล้ว โปรตีนจึงหมายถึงถั่วต้ม เนื้อเจ(โปรตีนเกษตร) ผักชี งาบด และผักลวก อะไรพวกนี้ ใช้เวลานานหน่อยครับกว่าจะไปราว ๆ วันกว่า ๆ ถ้ากินผักเยอะหน่อยแล้วงดอาหารเย็นจะเร็วขึ้นอาจจะไม่ถึงวันก็ขับไปได้แล้ว<br />
ถ้าไม่มีโอกาสทำกับข้าวกินเองแต่ต้องการยาถอนพิษกระผมขอแนะนำ Bentonite Clay ซึ่งเป็นโคลนอย่างนึ่งมีคุณสมบัติดูดสารพิษต่าง ๆ ได้ ปรกติผมซื้อที่เป็นขวด เขาผสมเป็นน้ำข้นสีขาวมาแล้วกินได้เลย ทานประมาณ ๑ &#8211; ๒ ช้อนโต๊ะก็พอ ทานเป็นอย่างแรกตอนตื่นนอน ผมซื้อจากร้าน Health Food ในเมือง ที่ไทยนี่ยังไม่เคยเห็น<br />
ถ้าอยู่เมืองไทยผมว่าถูกและหาซื้อง่ายที่สุดคือผักชี อดทนนิดนึงกินทั้งกำเลย ผักชีนี่ดูดซับสารพิษได้ดี กินแล้วรอซักสองสามชั่วโมงอย่าพึ่งทานอาหาร อาจจะรู้สึกท้องร้อน ตัวร้อนนิดหน่อย พอเริ่มรู้สึกผิวนวลขึ้นเหงื่อออก ก็แปลว่าไปเกาะตัวกับสารพิษเรียบร้อยแล้ว ก็เหลือแค่รอถ่ายหนักครั้งถัดไปเท่านั้น ก็ถ้าทานผักใบเขียวไปช่วย ถ่ายครั้งถัดไปก็คงไม่นาน</p>
<p>ทางที่ดีก็จำไว้ว่าเจ้าไหนใช้ภาชนะอลูมิเนียมก็อย่าไปกินอีก หรือจะช่วยบอกให้เขาปรับปรุงด้วยก็จะยิ่งดี หม้อเสตนเลสถึงจะมีโลหะหนักเจอปนออกมาบ้างก็ยังไม่มากเท่าหม้ออลูมิเนียม แต่ถ้าให้ปลอดภัยเลยเนี่ย ให้ลงทุนให้หม้อแก้ว หม้อดินจะดีที่สุด</p>
<p>ขอให้สุขภาพดีถ้วนหน้าครับ</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/detox-aluminum/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/detox-aluminum/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>งานอาสาสมัครงานแรกของผม</title>
		<link>http://www.naimiang.com/my-not-so-typical-volunteer-job/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/my-not-so-typical-volunteer-job/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 May 2009 13:25:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[การชักจูงคน]]></category>
		<category><![CDATA[งานอาสาสมัคร]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[มะร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=499</guid>
		<description><![CDATA[ผมไปแฝงกายประกาศข่าวดีเกี่ยวกับการรักษาแนวธรรมชาติบำบัติให้กับผุ้ป่วยที่โรงพยาบาล เป็นงานอาสาสมัครที่ไม่เหมือนงานอาสาสมัคร แต่เรามันคนแปลกงานของเรามันก็เลยแปลก งานนี้ไม่หนักทำแค่เดือนละครั้ง สวรรค์คงเห็นใจให้เราเริ่มจากอะไรง่าย ๆ ก่อน <a href="http://www.naimiang.com/my-not-so-typical-volunteer-job/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คิด ๆ ไปแล้วก็ตลก งาน volunteer ของผมนั้นไม่เหมือนกับเป็นงานอาสาสมัครเลย คือเดือนละครั้ง ผมไปเข้าร่วมสัมนาเพิ่มความรู้สำหรับคนป่วยโรคมะเร็ง จัดที่โรงพยาบาล โดยมีสมาคมโรงมะเร็งเป็นผู้จัด ผมไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งครับ แต่ไปเพื่อแฝงกายเอาข่าวดีเรื่องธรรมชาติบำบัติไปบอกคนป่วยที่นั่น เพราะที่โรงพยาบาลเขาคงไม่พูดถึงการรักษาทางเลือกให้คนป่วยเหล่านั้นทราบ มันไม่ใช่แนวทางของเขา</p>
<p>แต่การไปประกาศอะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่คนหมู่มากรู้นั้นก็ไม่ง่ายครับ ทำยังไงเราถึงจะจูงใจคนป่วยให้มาสนใจชื่อถือแนวทางธรรมชาติบำบัตได้ เราไม่ใช่หมอ ได้แต่บอกประสบการณ์ส่วนตัว บอกเขาว่า<strong>เขามีทางเลือกที่จะรักษาตัวเองได้</strong> การฉายรังสืไม่ใช่ทางเดียวในการรักษา เราต้องเลือกที่จะพูดกับคนที่มีแนวโน้มว่าจะมาทางนี้ได้ เช่นคนที่ชอบทำอะไรตามแนวทางของตัวเอง ชอบทำอะไรเอง เชื่อตัวเอง หัวแข็งหน่อย ๆ ชอบการประหยัด และยังไม่เริ่มการรักษาแบบฉายรังสี</p>
<p>อีกเรื่องนึงที่ผมต้องระวังตัวเป็นพิเศษก็คือเราจะเปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงไม่ได้เสียทีเดียว ทางโรงพยาบาลเขาจะไม่น่าจะพอใจที่เรามาชักจูงคนป่วยของเขาไปสู่การรักษาทางเลือก  ตอนนี้เขาเริ่มรู้ตัวแล้วครับ ผมเองจึงต้องทำงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น ครั้งสุดท้ายที่ไปผมก็แค่เอาใบปลิวเกี่ยวกับตลาดนัดเกษตรกรไปแจก แล้วก็เอาหนังสือรักษาทางเลือกที่เขียนโดยหมอไปให้คนยืมเท่านั้น</p>
<p>ผมไม่รู้ว่าจะแฝงตัวไปประกาศข่าวดีอย่างนี้ได้อีกนานเท่าไหร่ แต่นี่ก็เป็นแค่งานแรกของผม สวรรค์เลยคงเลือกให้มันไม่ยากเกินไป และไม่นักเกินไป เพียงแค่เดือนละสามสี่ชั่วโมงเท่านั้น คนเราก็ต้องเริ่มต้นสักแห่งนะครับ ไม่งั้นก็ไม่เริ่มสักที เป็นยังไงคืบหน้าแล้วจะแจ้งให้ทราบเป็นระยะ ๆ นะครับ</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/my-not-so-typical-volunteer-job/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/my-not-so-typical-volunteer-job/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใยส้ม ยาบำรุงกระเพาะ เพิ่มธาตุไฟ</title>
		<link>http://www.naimiang.com/orange-the-fire-element/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/orange-the-fire-element/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2009 14:08:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กระเพาะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ยาจีน]]></category>
		<category><![CDATA[ส้ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=448</guid>
		<description><![CDATA[กินส้มเช้าวันนี้แล้วรู้สึกอุ่นที่กระเพาะอาหาร จึงมั่นใจว่าส้มมีธาตุไฟตามสีของมัน ส่วนของผลส้มที่ให้ความร้อนมากที่สุดคือใยส้มนั่นเอง เหมือน ๆ กับพริกที่ร้อนที่สุดตรงใยของมันเหมือนกัน <a href="http://www.naimiang.com/orange-the-fire-element/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนเด็กมีหมอจีนที่เป็นญาติกันมาเยี่ยมจากแผ่นดินใหญ่ เขาตรวจร่าผมแล้วก็ส่งยาจีนมาให้ต้ม หนึ่งในตัวยาที่จำได้ก้คือใยส้ม จำได้ว่ามีราคาแพงทีเดียว เราก็งงเพราะแต่ก่อนกินส้มก็จะลอกใยส้มออกเลียนแบบเพื่อนที่เป็นคนไทย (ก่อนนั้นกินไม่สมใจลอกเพราะขี้เกียจ) ตอนหลังแม่จึงมาอธิบายว่าทางแพทย์จีนนั้นใยส้ม ถือเป็นยาช่วยรักษาหวัด ลดน้ำมูก จำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้นอกจากว่ายาจีนที่ต้มจนเหลือถ้วยเดียวนั้นดำ ๆ ไม่อร่อยเลย<br />
วันนี้มากินส้มในตอนเช้าที่ฝนตกไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อคืน เดี่ยวนี้กินประหลาดกว่าชาวบ้านเยอะเพราะชอบเคี้ยวเปลือก เคี้ยวเมล็ดปนลงไปบ้าง เปลือกนั้นมารสซ่า ๆ เมล็ดนั้นฝาด ๆ แต่ไม่ขม ช่วยตัดกับรสหวานของส้มได้ดี กินแล้วรู้สึกว่าได้กินส้มเต็ม ๆ ที่มีรสชาติครบเข้มข้มจริง ๆ ใน<strong>วันนี้กินส้มตรงที่ติดกับเปลือกมีใยส้ม แล้วรู้สึกร้อนที่กระเพาะได้ทันที จึงมั่นใจว่าใยส้มมีฤทธิ์จริง ช่วยเพิ่มธาตุไฟ ซึ่งตรงกับกระเพาะอาหาร</strong> กินแล้วรู้สึกขอบคุณคนปลูกที่นำมาขาย เป็นส้มที่ดีและไม่มียาฆ่าแล้ง ราคาแพงหน่อยแต่กินเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกอื่มแล้ว ไม่มีอาการปวดไตภายหลังเหมือนส้มตามตลาดทั่วไป รู้สึกขอบคุณที่ตัวเองมีโอกาสได้กินส้มดี ๆ ให้รู้สึกอุ่นในตอนเช้า ที่มีอากาศเย็นหลังฝนตกแบบนี้</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/orange-the-fire-element/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/orange-the-fire-element/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กินเผ็ดเสียสายตา กินพริกต้องกินไม่ให้เผ็ด</title>
		<link>http://www.naimiang.com/eat-chili-without-the-hotness/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/eat-chili-without-the-hotness/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Apr 2009 18:31:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[ฉลาดใช้]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กิน]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุเหล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[พริก]]></category>
		<category><![CDATA[สายตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=430</guid>
		<description><![CDATA[ความเผ็ดของพริกที่ถูกขับออกจากร่างกายทางน้ำตา ทำให้แสบตา เราสามารถกินพริกให้ไม่เผ็ดได้โดยการขูดเอาเยื่อด้านในออก กินพริกแบบนี้ได้กินจริง ๆ โดยที่ไม่ต้องเผ็ด แต่อร่อยกว่าเดิมเสียอีก <a href="http://www.naimiang.com/eat-chili-without-the-hotness/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>กินพริกแล้วแสบตา</h4>
<p>ตอนนี้ร่างกายผมสะอาดมาก หลังจากเริ่มมากินเกือบมังสาวิรัติ และกินเป็นมื้อเพียงแค่ครึ่งวัน เมื่อสองวันก่อนผมกินน้ำพริก ถัดมาสองสามวันนี้น้ำตาไหลแล้วแสบตามาก ผมรู้ว่าเป็นเพราะความเผ็ดของพริกนั่นเองที่ถูกขับออกมาทางน้ำตา</p>
<h4>ไม่กินเลยก็ยาก</h4>
<p>แต่ิพริกก็เป็นอาหารที่ให้ธาตุเหล็กในราคาถูก และเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมการกินของคนไทย การไม่กินพริกเลยก็คงจะจำกัดตัวเองไปหน่อย ผมเลยมาคิดได้ว่าจริง ๆ แล้วเรากินพริกโดยที่ไม่ต้องกินความเผ็ดของมันได้ เรากินเฉพาะความหอมและรสชาติของมันเท่านั้น</p>
<h4>ทำยังไงกินพริกไม่ให้เผ็ด</h4>
<p>ทำอย่างนี้ครับ <strong>พริกนั้นเผ็ดแค่ตรงเยื่อที่เชื่อมตัวพริกกับเม็ดเท่านั้น ถ้าเราผ่าพริกออกมา แล้วขูดเอาเยื่อสีเหลืองอมส้มนี้ออกจากด้านในเราก็จะกินพริกได้โดยไม่เผ็ด</strong>มาก ความเผ็ดจะยังมีอยู่เพราะเราคงขูดเยื่อนี้ออกได้ไม่หมด รสชาติไม่เสียหาย จริง ๆ แล้วผมว่าพริกกินแบบนี้อร่อยกว่ากินทั้งเม็ดเสียอีก เพราะเราได้กินรสชาติที่หอมหวานของพริกที่แท้จริง โดยไม่ต้องต่อสู้กับความเผ็ดของมัน</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/eat-chili-without-the-hotness/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/eat-chili-without-the-hotness/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะเร็งเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้</title>
		<link>http://www.naimiang.com/cure-cancer/</link>
		<comments>http://www.naimiang.com/cure-cancer/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Feb 2009 19:31:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Miang</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.naimiang.com/?p=356</guid>
		<description><![CDATA[มะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากความเครียด การรักษาก็เพียงแ่ค่ทำกลับกัน เลิกทำงานหนัก ผ่อนคลาย ใจสบายก็หายป่วย 

ถ้ารักษาอย่างเร่งด่วนโดยการอดหาร สองสัปดาห์ก็หายได้ ถ้าแค่เปลี่ยนวิถีชีวิต รักษาสุขภาพอย่างดี ไม่ถึงปีก็ไม่มีมะเร็ง <a href="http://www.naimiang.com/cure-cancer/">อ่านบทความเต็ม</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คนป่วยเป็นมะเร็งโดยมากเป็นคนที่หวังดี ทำงานหนัก รับภาระมาก ให้ความสำคัญกับงาน มากกว่าจะดูแลตัวเอง มักจะเก็บปัญหาของตัวเองไว้ ทั้งที่เป็นอารมณ์ ความคิด นานเข้า มากเข้า ก็จะเกิดเป็นธาตุขึ้น อยู่ตรงนั้นในร่างกายเพราะเราฝังเขาเอาไว้ พูดง่าย ๆ ว่าความเครียดทำให้เกิดมะเร็ง</p>
<p>ทีนี้วิธีแ้ก้ก็แค่ทำกลับกัน คือคลายอารมณ์และความคิดนั้นออกมา เอามาให้เวลากับมัน ฟังร่างกาย ย่อยอารมณ์ตรงนั้น ช้า ๆ ไม่ต้องเร่ง ให้เวลา ให้พื้นที่เขาโดยการไม่เติมความคิดอย่างอื่นเข้ามา ตัดเรื่องวุ่น ๆ ในชีวิตประจำวันออกไป หยุดดูหนัง ดูทีวี อ่านหนังสือ อ่านข่าว ออกไปซักระยะนึง ให้อยู่กับตัวเอง ให้อยู่กับความคิดที่โผล่ขึ้นมา โดยอาศัยธรรมชาติมาช่วยรักษา อยู่บนดิน อาบแดดอ่อน ๆ ตอนเช้าและเย็น ดูนก ฟังเสียงน้ำ แล้วก็ย่อยมันไป ให้ธรรมชาติช่วยเราเยียวยากับความคิดนั้น ๆ อารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นที่เราพยายามปฎิเสธมัน ปล่อยให้เขาโผล่ขึ้นมา แล้วก็ดูเขาค่อย ๆ หมดไป คิดอะไรตรงนั้นให้ตกให้จบ จะเขียนเก็บเอาไว้ก็ได้ ให้เขาระบายออกมา</p>
<p>ระหว่างนี้ก็ควรจะทำความสะอาดร่างกายไปด้วยเพื่อให้การเยียวยาเป็นได้ด้วยความสะดวก ให้ชำระล้างร่างกายด้วยธรรมชาติ ใช้ผลิตภัณฑ์จากภูเขาลำเนาไพร ใช้น้ำตก น้ำฝน ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด โดยเฉพาะพวกทีมีกลิ่นหอม งดทาลิปสติก แปรงฟันด้วยใบไม้ หรือเกลือกับมะนาว งดอาหารคาวพวกเนื้อสัตว์ งดอาหารหวานที่มีน้ำตาล ดื่มน้ำผลไม้คั้นสด งดของทอด ของหมักดองทุกชนิด ทานอาหารที่สดทีสุด ปลอดจากสารเคมี ทานอาหารที่อุณหภูมิห้อง ไม่ทานอาหารร้อนจัดเย็นจัด ง่ายที่สุดคือทานแต่ผลไม้ทั้งวัน จากนั้นเพื่อให้ร่างกายรักษาตัวได้เร็วขึ้น เปลี่ยนมาเป็นดื่มแต่น้ำผลไม้ จนถ้าไม่รู้สึกหิวให้งดอาหารไปเลยก็ได้ สองสามวัน หรือจนกว่าร่างกายจะเริ่มอ่อนแอ</p>
<p>ลดการรบกวนจากโลกภายนอกให้มากที่สุด ปิดมือถือ งดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ลดการพูดคุยเรื่องเครียด หรือธุระของคนอื่น เพราะจะเป็นการเพิ่มความคิดใหม่ ๆ เข้ามา เราจะต้องให้เวลากันความคิดที่คั่งค้างในตัว อะไรเครียดให้ห่างออกมา แม้แต่หนังสือธรรมะที่หนักเกินไปก็ไม่ต้องอ่านในช่วงนี้ ให้อยู่กับตัวเอง สังเกตุดูกาย ดูอารมณ์ ดูอาการปวดเมื่อย ดูลมหายใจ นั่งสมาธิ นอนกลางวัน ออกกำลังกายเบา ๆ เช่นโยคะ ไทเก็ก เดินเล่น เพื่อช่วยให้คงสติ และคลายตัว คลายความคิดออกมา เน้นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย จะนอนกลางวันก็ได้ ให้หาคนแจ่มใส มาอยู่ใกล้ ๆ ตัว</p>
<p>ความคิดหรือมะเร็งนี้สะสมมาในร่างกายเรานาน โดยมากจะเป็นปีขึ้นไป เราให้เวลาเขาออกมาแค่ไม่กี่วัน เมื่อเขามีโอกาสที่จะออกเขาจะออกมาเร็วและแรง ไม่ต้องตกใจไปอาการทางกายจะมีทั้ง รู้สึกมีเรียวแรงมากผิดปรกติ หมดเรี่ยวแรง มึนงง หน้ามือ ปวดท้อง ฝันร้าย อาเจียน หัวใจเต้นแรง ปวดหัว ผื่นขึ้น ปวดตามตัว ขับถ่ายสีเข้ม ท้องร้อง ฯลฯ ไม่ต้องวิตกกังวลไป ปล่อยให้เขาออกมาไม่ต้องกดให้เขาหาย เรากดเขามานานแล้วเขาถึงฝังอยู่ในกายของเรา ปล่อยให้เขาสำแดงอา่การออกมาให้หมด ให้เอาผ้าชุบน้ำประคบเพื่อบรรเทาอาการปวด จะทำดีทอกซ์เพื่อช่วยด้วยก็ได้ ใช้อากาศที่บริสุทธิ์ ความคิดดี ๆ ผ่อนคลาย แสงแดด และกำลังใจจากคนรอบตัวเป็นเครื่องรักษา อาการเหล่านี้พอหมดแรงแล้วจะหายไปในที่สุด</p>
<p>เวลาป่วยเป็นโอกาสทองในชีวิตที่จะมาคิดทบทวน ว่าเราอยากใช้ชีวิตอย่างไร ที่ผ่านมาเรา<strong>รอ</strong>ที่จะใช้ชีวิตด้วยข้ออ้างอะไรบ้าง อะไรบ้างทีอยากจะทำให้เสร็จ อะไรบ้างที่ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว เรื่องสำคัญคือวิถีชีวิตต่อไป วิถีชีิวิตใหม่นี้ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การตัดสินใจที่มีผลกระทบกับคนรอบข้าง การหยุดรับภาระบางอย่าง แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าุเราไม่สลัดหลุดพ้นจากวิถีชีวิตแบบเดิม เราอาจจะกลับไปป่วยอีก ทางที่ดี อะไรที่คิดไว้ว่าจะทำเมื่อตอนที่ป่วยหนัก ๆ หายป่วยแล้ว ให้กล้าทำเหมือนที่ตั้งใจไว้</p>
<h3>เพิ่มเติม</h3>
<ul>
<li>อวัยวะที่เป็นมะเร็งนั้นร่างกายจะเลือกอวัยวะที่ใช้งานน้อย หรือแข็งแรงที่สุด โดยจะเลือกเอาอวัยวะที่ไปฝากมะเร็งเอาไว้แล้วเป็นปัญหากับร่างกายน้อยที่สุด เป็นระบบป้องกันตัวเองที่ชาญฉลาดของร่างกาย อวัยวะนั้นคือผู้เสียสละ แผ่เมตตาให้ส่วนนั้นบ่อย ๆ</li>
</ul>
<ul>
<li>มะเร็งไม่ใช่เนื้อร้าย เป็นเนื้อดีที่ร่างกายเอาของเสียมากฝากเอาไว้ โดยพิจารณาแล้วว่ามีผลเสียน้อยที่สุดกับระบบโดยรวม</li>
</ul>
<ul>
<li>ร่างกายของเรานั้นซ่อมแซม รักษาตัวเองได้ ไม่ใช่หมอหรือยาที่ไหน สิ่งภายนอกนั้นส่งเสริมให้ร่างกายรักษาตัวเองเท่านั้น</li>
</ul>
<ul>
<li>พึงปฎิบัติตัวให้สมกับเป็นคนป่วย ภาระกิจใด ๆ ที่เคยปฎิบัติอย่างหนักควรงดเว้น ให้วาระแก่ตัวเองที่จะรับ การบริการจากคนอื่นบ้าง เป็นผู้รับที่ดี หายป่วยแล้ว ก็จะกลับไปเป็นผู้ให้ได้อีก</li>
<li>สำหรับท่านที่สนใจอยากปฎิบัติธรรม เวลาของการเจ็บป่วยนั้นเหมาะมากที่จะทำ เพราะเราไปไหนทำอย่างอื่นไม่ได้อยู่แล้ว เวทนาของการป่วยนั้นก็ชัดเจน ให้ดูเวทนา แล้วแผ่เมตตาให้ส่วนที่ปวด เวทนาอ่อนลงก็รู้ เวทนาหมดไปก็รู้ (แถวดีใจนิด ๆ ก็รู้)  เวทนามาใหม่ก็ทำใหม่อีก  จะภาวนาได้สติกำลังมาก</li>
</ul>
<ul>
<li>เทคนิคอีกอย่างที่จะทำให้หายป่วยได้เร็วคือการหยุดคิด เราไม่สามารถ&#8221;คิด&#8221;บังคับให้ร่างกายหายป่วยได้ แต่เราแก้ใจเราให้เลิกป่วยได้ เมื่อเรามอบความไว้วางใจอย่างเต็มที่กับร่างกายเราที่จะดูแลตัวเอง ปล่อยให้เขาทำหน้าที่ด้วยความมั่นใจ จะช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ถ้าพูดในแง่วิทยาศาสตร์ ก็บอกว่าเมื่อเราคิดน้อยลง เลือดไม่ต้องไปเลี้ยงสมองมาก ก็จะสามารถส่งไปหล่อเลี้ยงส่วนอื่นได้มาก ทำให้การทำงานของส่วนอื่นดีขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ กาย และจิตนั้นเป็นคนละส่วนกัน เมื่่อเราปล่อยให้จิตพัก ไม่ต้องเป็นห่วงกาย กายก็ทำหน้าที่ได้เต็มที่ เพราะกายนั้นรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง เราสังเกตุได้ว่าหัวใจของเรานั้นเต้นเอง ไม่ต้องไปบังคับเลย ถ้าพูดในทางพุทธก็คือ เมื่อเราเห็นความจริงว่า กายนี้บังคับให้อยู่ได้ยาก จิตจะคลาย ไม่ยึดติดกับกาย กายนั้นอยากเป็นปรกติ ก็หายดีเองได้</li>
</ul>
<ul>
<li>กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากสุดในการรักษา ขอให้เชื่อมั่นว่าร่างกายนั้นแข็งแรง ชาญฉลาด มีพลังมหาศาลที่จะกลับมาเป็นปรกติ &#8220;สิ่งมหัศจรรย์&#8221; นั้นเิกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ</li>
</ul>
<p>ขอให้พบกับทางเดินที่เป็นสุข และหายป่วยจากโรคมะเร็ง</p>
<div class='wpfblike' ><fb:like href='http://www.naimiang.com/cure-cancer/' layout='default' show_faces='true' width='400' action='like' colorscheme='light' /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.naimiang.com/cure-cancer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

