เท่าทันโลกทุนนิยม เพิ่มพูนภูมิปัญญาไทย

เราอ่านนิยาย ดูละครไปทำไม (ธรรมะ)

เพื่อจะไปสู่อีกโลกนึง ไปสู่โลกสมมุติอีกโลกนึงที่ไม่ได้อยู่ ที่ไม่จริง ก็ได้ไปลองอยู่เสียพักนึง ใ้ห้ใจมันฟู ๆ ลอยไปเสียพักนึง

อ่านไปทำไม ก็เพราะว่าไม่พอ อยู่ในโลกตรงนี้ ตรงข้างหน้าเรานี่มันไม่พอใจ มันมีสุข มีทุกข์ ขึ้น ๆ ลงอยู่อย่างนี้ เลยอยากลองไปอยู่อีกโลกนึง เผื่อว่ามันจะดีกว่าตรงนี้ แล้วยังไง ก็เหมือนกัน ก็มีแค่นี้ มีแต่ใจ ท้ายสุดแล้ว ที่ลอยล่อง ก็มีให้เคล้าน้ำตา ก็มีให้เจ็บช้ำน้ำใจเหมือนกัน แล้วมานึกว่าดี เออนะคนอื่นเขาก็ทุกข์ เหมือนเรา เรายังดีกว่าตัวในละครเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าตอนนี้เรานี่ไม่ทุกข์ ไม่ได้มีพ่อตายไปให้ต้องร้องไห้ ไม่มีคนรักจะจากไปสงคราม เรายังอยู่ในห้องแอร์ จิบกาแฟหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็นึกว่าเป็นสุข สุขที่ได้อ่านนิยาย

แต่ทีนี้คนที่ไปถึงอีกโลกนึง โลกของอนัตตา ที่เป็นความว่าง มันก็ไม่ใช่ว่าง เพราะว่าของเหล่านี้ข้างหน้าเราไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้อะไรอย่างนี้ แต่หมายถึงมันเห็นความจริงว่า ไอ้ชีวิตนี้ ที่เราผูกติดอยู่นี้ มันเป็นแค่ของสมมุติ สมมุติว่าเราเป็นลูกแม่ เรามีพี่ ว่าเรายังเรียกว่า เป็นคุณเกษตรกร เป็นนักคอมพิวเตอร์ เป็นนักเรียน จบนั่นจบนี่มีปริญญา ไม่ใช่ว่ามีไม่จริง แต่มีจบลงแล้ว มันมีอยู่แต่ปัจจุบัน ที่ยังอยู่ข้างหน้าเราที่ยังหายใจมั่ง ไม่หายใจมั่งอยู่ตรงนี้ ความจริง ก็คือเราอยู่ตรงนี้ในโลกนี้ที่สมมุตินะแป๊บเดียว เหมือนกับที่เราอ่านละครนั่นแหละ แต่เป็นแป๊บเดียวที่นานหน่อย 60ปี 80ปี ห้าสิบกว่าปีแล้วแต่ละรายไป เดี๋ยวเดียวเราก็ไม่เหลือแล้ว เรื่องสมมุตินี่ก็ปิดฉากลง ไม่มีแล้วพ่อแม่ พี่น้อง อ้าวก็ตายแล้วนี่ พอตายไปเรื่องสมมุติก็จบลง ละครมันปิดฉากไป ถ้ายังสนุกอยู่ เดี๋ยว ๆ ก็กลับมาแล้ว มาเล่นกันใหม่ เป็นตัวใหม่ มีพ่อแม่พี่น้องอีก เป็นคนไทย คนลาว เป็นลูกฝรั่งก็แล้วแต่ใครจะถนัดอยากเล่นเป็นตัวอะไร มีเป็นแค่เรื่องสมมุติเท่านั้น ไอ้ที่มีอยู่จริงมันก็แค่ตรงหน้านี้ แล้วก็ตัวเราที่แท้ เท่านั้น จะเรียกว่าวิญญาณของเราก็ได้ จะเรียกว่า true self ก็ได้ higher self ก็เรียกกัน เป็นนิพพาน เป็นสุข สุขอย่างนึง ที่ไม่เหมือนสุขที่ชาวโลกเขาเรียกกัน ไ่ม่ใช่สุขแบบที่เล่นไปตามสถานะแล้วสุข แต่เป็นสุขคงที่ ใสเย็นเรื่อย ๆ เป็นสุขเย็น ๆ ไปเรื่อย ๆ อยู่ตรงนี้ก็สุข ก็พอแล้ว ให้มันไม่เดือดร้อนทุกข์ใจก็เรียกว่าสุข สุขอยู่ตรงนี้ เห็นอะไรข้างหน้าตรงนี้ด้วยลูกกะตาเหมือนกัน แต่เห็นมันอย่างจริง เห็นมันแบบไม่มีชื่อ ไม่ได้เอาสมมุติไปจับ เห็นมันว่าเออนะ เป็นไม้ ๆ ก่อ ๆ มาแค่นี้ เป็นศาลาที่เขาเรียกกัน แต่เราเห็นแค่เป็นไม้ ๆ เอามาต่อ ๆ กัน กองเข้าด้วยกันอย่างชั่วคราว อย่างตั้งใจ แต่เราก็เรียกมันว่าบ้านว่าศาลาอยู่ คนอื่นก็จะได้เข้าใจได้ ก็ยังเล่นบทบาทสมมุติต่อไป แต่ไม่ได้เล่นเพื่อตัวเองแล้ว ใจเรามันอยากเลิกเล่น มันหยุดเล่นแล้ว แต่ก็เล่นต่อ เพื่อคนอื่น เขาจะได้สบายใจ ให้พี่ชายสบายใจ ให้แม่ให้เมียสบายใจ ว่าเราไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้เป็นอะไร แต่เรารู้แล้วว่านี่แค่สมมุติ พอรู้แล้วก็ไม่อยากเล่นมากให้เหนื่อย ก็เล่นแค่พอพยุงปัจจุบันไปได้ ให้ไม่มีใครทุกข์็ร้อน เล่นแล้วเบื่อก็พัก บางคนก็พักยาว บอกว่าไม่เอาแล้วไม่อยากเล่นแล้ว อยากเป็นแค่นี้ แค่คนธรรมดา สุขแล้ว มีที่ให้พักหลบฝนหลบหนาว มีข้าวกินแค่พออิ่มประทังร่างกายให้สมบูรณ์ มีกิจวัตรที่ไม่ต้องเล่นละครโรงใหญ่ เล่นแต่บทที่อยากเล่น ช่วยคนอื่นมั่ง พักมั่ง ช่วยเพื่อน ๆ มั่ง แล้วก็กลับมาอีกตรงไม่ต้องเล่นละคร มาตรงสงบใสเย็นอีก เพราะนี่คือแท้ คือของจริง เป็นสงบอย่างที่สุด พอแล้ว (อยากจะให้อยู่อย่างนั้นตลอดไป)

เราก็ขอจบละครตอนย่อยของเราแค่นี้

สวัสดี

"เราอ่านนิยาย ดูละครไปทำไม (ธรรมะ)" was published on July 27th, 2008 and is listed in ข้อคิด.

Follow comments via the RSS Feed | Leave a comment | Trackback URL

    None Found

Leave Your Comment

You must be logged in to post a comment.

  • อ่านตามหัวข้อ

  • อ่านตามที่อ้างอิงถึง

  • เข้าแฟ้ม

  • ใช้งาน

  • พูดถึงล่าสุด

  • หน้าหลัก ๆ

  • donate

  • NaiMiang.com is powered by WordPress. YUI-Mainstream 750 Theme from Buzzdroid has been modded by นายเมี่ยง

    Valid xhtml